<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>Theory of stock investment and speculator</title>
	<atom:link href="http://salamanderr.wordpress.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://salamanderr.wordpress.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Tue, 11 Aug 2009 04:23:55 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<cloud domain='salamanderr.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://www.gravatar.com/blavatar/c35ae48b9ab9664163da9230b61a4c9a?s=96&#038;d=http://s.wordpress.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title>Theory of stock investment and speculator</title>
		<link>http://salamanderr.wordpress.com</link>
	</image>
			<item>
		<title></title>
		<link>http://salamanderr.wordpress.com/2009/08/11/326/</link>
		<comments>http://salamanderr.wordpress.com/2009/08/11/326/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 11 Aug 2009 04:23:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ปราย</dc:creator>
				<category><![CDATA[2984]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://salamanderr.wordpress.com/?p=326</guid>
		<description><![CDATA[
lklklklklkll
Posted in 2984       <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=326&subd=salamanderr&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><a href="http://salamanderr.files.wordpress.com/2009/08/i4725694-2.gif"><img class="aligncenter size-full wp-image-325" title="I4725694-2" src="http://salamanderr.files.wordpress.com/2009/08/i4725694-2.gif?w=50&#038;h=50" alt="I4725694-2" width="50" height="50" /></a></p>
<p>lklklklklkll</p>
Posted in 2984  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/salamanderr.wordpress.com/326/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/salamanderr.wordpress.com/326/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/salamanderr.wordpress.com/326/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/salamanderr.wordpress.com/326/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/salamanderr.wordpress.com/326/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/salamanderr.wordpress.com/326/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/salamanderr.wordpress.com/326/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/salamanderr.wordpress.com/326/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/salamanderr.wordpress.com/326/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/salamanderr.wordpress.com/326/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=326&subd=salamanderr&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://salamanderr.wordpress.com/2009/08/11/326/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3c086ae747e341c0471282e36dcb1d21?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ปราย</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://salamanderr.files.wordpress.com/2009/08/i4725694-2.gif" medium="image">
			<media:title type="html">I4725694-2</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>อัตราเงินเฟ้อ</title>
		<link>http://salamanderr.wordpress.com/2009/04/04/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%ad/</link>
		<comments>http://salamanderr.wordpress.com/2009/04/04/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 04 Apr 2009 07:45:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ปราย</dc:creator>
				<category><![CDATA[Fundamental]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://salamanderr.wordpress.com/?p=318</guid>
		<description><![CDATA[                 อัตราเงินเฟ้อ จากความเข้าใจทั่วไป เงินเฟ้อเกิดเมื่อราคาของสินค้าต่าง ๆ มีการปรับตัวสูงขึ้น แต่จริง ๆ แล้วการเกิดภาวะเงินเฟ้อนี้ไม่จำเป็นที่ว่า สินค้าทุกตัวต้องมีราคาสูงขึ้นเหมือนกันหมด อาจเป็นได้ที่สินค้าบางชนิดมีราคาสูงขึ้น แต่อีกบางชนิดมีราคาลดลง แต่สิ่งที่สำคัญ นั่นคือ ราคารวมทั้งหมดโดยเฉลี่ยแล้วสูงขึ้น
                 สิ่งที่วัดความเปลี่ยนแปลงของระดับราคา คือ ดัชนีราคา (Price Index) และมีปัจจัยที่จะชี้ให้เราทราบว่าเกิดภาวะเงินเฟ้อ คือ เวลา ในการเกิดเงินเฟ้อเราไม่สามารถที่จะวัดได้ว่าต้องเกิดขึ้นนานเป็นระยะเวลาเท่าใด หรืออัตราของราคาสินค้าต้องสูงขึ้นเป็นจำนวนเงินเท่าใด โดยทั่วไปจะถือว่าระดับราคาสินค้าสูงขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเร็วเพียงใดถือว่าเกิดเงินเฟ้อ 
                จากความหมายของเงินเฟ้อข้างต้น ไม่จำเป็นว่าการเกิดเงินเฟ้อต้องเกิดในลักษณะนี้เสมอไป จะมีเงินเฟ้ออยู่อีกประเภทหนึ่งที่ไม่ปรากฎการขึ้นลงของราคา เนื่องจากราคาสินค้าถูกมาตรการบางอย่างตรึงราคาไว้ เช่น การปันส่วน การควบคุมราคา ฯลฯ และจะเกิดขึ้นบ่อยในยามที่เกิดการขาดแคลนสินค้าอย่างรุนแรง หรือเวลาเกิดสงคราม เงินเฟ้อชนิดนี้เรียกว่า เงินเฟ้อที่ถูกกดดัน (Suppressed Inflation)
ความรุนแรงของเงินเฟ้อมี 2 ประเภท ดังนี้
                 1.) เงินเฟ้ออย่างอ่อน (Creeping or Gradual or Mild Inflation) เงินเฟ้อประเภทนี้ จะสามารถสังเกตได้ว่าระดับราคาของสินค้าจะค่อย [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=318&subd=salamanderr&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>                 อัตราเงินเฟ้อ จากความเข้าใจทั่วไป เงินเฟ้อเกิดเมื่อราคาของสินค้าต่าง ๆ มีการปรับตัวสูงขึ้น แต่จริง ๆ แล้วการเกิดภาวะเงินเฟ้อนี้ไม่จำเป็นที่ว่า สินค้าทุกตัวต้องมีราคาสูงขึ้นเหมือนกันหมด อาจเป็นได้ที่สินค้าบางชนิดมีราคาสูงขึ้น แต่อีกบางชนิดมีราคาลดลง แต่สิ่งที่สำคัญ นั่นคือ ราคารวมทั้งหมดโดยเฉลี่ยแล้วสูงขึ้น</p>
<p>                 สิ่งที่วัดความเปลี่ยนแปลงของระดับราคา คือ ดัชนีราคา (Price Index) และมีปัจจัยที่จะชี้ให้เราทราบว่าเกิดภาวะเงินเฟ้อ คือ เวลา ในการเกิดเงินเฟ้อเราไม่สามารถที่จะวัดได้ว่าต้องเกิดขึ้นนานเป็นระยะเวลาเท่าใด หรืออัตราของราคาสินค้าต้องสูงขึ้นเป็นจำนวนเงินเท่าใด โดยทั่วไปจะถือว่าระดับราคาสินค้าสูงขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเร็วเพียงใดถือว่าเกิดเงินเฟ้อ </p>
<p>                จากความหมายของเงินเฟ้อข้างต้น ไม่จำเป็นว่าการเกิดเงินเฟ้อต้องเกิดในลักษณะนี้เสมอไป จะมีเงินเฟ้ออยู่อีกประเภทหนึ่งที่ไม่ปรากฎการขึ้นลงของราคา เนื่องจากราคาสินค้าถูกมาตรการบางอย่างตรึงราคาไว้ เช่น การปันส่วน การควบคุมราคา ฯลฯ และจะเกิดขึ้นบ่อยในยามที่เกิดการขาดแคลนสินค้าอย่างรุนแรง หรือเวลาเกิดสงคราม เงินเฟ้อชนิดนี้เรียกว่า เงินเฟ้อที่ถูกกดดัน (Suppressed Inflation)<br />
ความรุนแรงของเงินเฟ้อมี 2 ประเภท ดังนี้</p>
<p>                 1.) เงินเฟ้ออย่างอ่อน (Creeping or Gradual or Mild Inflation) เงินเฟ้อประเภทนี้ จะสามารถสังเกตได้ว่าระดับราคาของสินค้าจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ แต่ก็เป็นอันตรายและสามารถสร้างปัญหาให้กับประเทศอุตสาหกรรมได้เช่นกัน นักเศรษฐศาสตร์มองว่า เงินเฟ้อประเภทนี้ อาจให้ประโยชน์แก่เศรษฐกิจในด้านของการเพิ่มสูงขึ้นของราคาจะช่วยกระตุ้นการบริโภคของประชากร , อัตราการลงทุนสูงขึ้น ดังนั้นรายได้จะสูงขึ้น แต่ถ้ากลับมองในอีกแง่หนึ่งถ้าเรากำจัดเงินเฟ้อประเภทนี้ อาจก่อให้เกิดการว่างงานมากขึ้น </p>
<p>                2.) เงินเฟ้ออย่างรุนแรง (Hyperinflation) เงินเฟ้อประเภทนี้จะสามารถสังเกตได้จากการเพิ่มขึ้นของระดับราคาสินค้าอย่างรวดเร็วและรุนแรง เช่น เมื่อซื้อสินค้าในวันหนึ่ง ๆ จะได้ราคาที่แตกต่างกันในแต่ละช่วง คือ เช้าราคาหนึ่ง สายก็อีกราคาหนึ่งแต่พอตกเย็นก็จะเป็นอีกราคาหนึ่ง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ก่อให้เกิดการทำลายระบบเศรษฐกิจอย่างมาก มันจะทำให้หน้าที่ของเงินหมดไป การแลกเปลี่ยนจะกลับมาสู่สิ่งของแลกสิ่งของแทน ประเทศที่ประสบปัญหานี้ คือ เยอรมันและอินโดนีเซีย</p>
<p><strong>ลักษณะของเงินเฟ้อ</strong></p>
<p>                   1.) ดีมานด์เกิน (Demand Pull Inflation) เงินเฟ้อเพราะดีมานด์เกิน ทฤษฎีเงินเฟ้อดั้งเดิมอธิบายสาเหตุของเงินเฟ้อว่า เกิดจากการที่ดีมานด์มวลรวมมีมากกว่าซัพพลายมวลรวม ณ ระดับราคาสินค้าที่เป็นอยู่ขณะนั้น ผลทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น ถ้าเราเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น แต่ไม่ให้ระดับการจ้างงานเพิ่มขึ้นตาม นั่นคือ ผลผลิตจะสามารถเพิ่มขึ้นโดยต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยยังคงเดิม ดังนั้น การที่ดีมานด์มวลรวมเพิ่มขึ้นในขณะที่การผลิตขณะนั้นอยู่ไกลการมีงานทำเต็มที่ เงินเฟ้อจะไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าดีมานด์มวลรวมเพิ่มในขณะที่การผลิตอยู่ ณ ระดับการมีงานทำเต็มที่ ทำให้ราคาเพิ่มโดยที่ผลผลิตไม่เพิ่มตาม เคนส์เรียกเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจมีการจ้างงานเต็มที่แล้วว่า &#8220;เงินเฟ้อแท้จริง&#8221; (True Inflation)<br />
                     2.) ต้นทุนเพิ่ม (Cost &#8211; Push Inflation) มีสาเหตุมาจากด้านซัพพลาย เมื่อต้นทุนเพิ่ม จะทำให้ซัพพลายลดลง ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าสูงขึ้น ถ้าดีมานด์มีค่าคงที่ ผลผลิตจะลดลง แบ่งแยกออกเป็น 2 ประเภท คือ</p>
<p>                                    2.1  เงินเฟ้อเพราะค่าจ้างเพิ่ม (Wage &#8211; Pash Inflation) เกิดจากการขึ้นสูงของค่าจ้าง โดยดีมานด์ของแรงงานมิได้มีมากกว่าซัพพลายของแรงงานขณะนั้น ซึ่งเป็นไปได้ แต่ในทางเศรษฐกิจที่ทั้งตลาดแรงงานและตลาดผลผลิตมีการแข่งขันไม่สมบูรณ์เท่านั้น เพราะโดยปกติแล้วตลาดที่มีการแข่งขันสมบูรณ์ การขึ้นค่าจ้างและราคาสินค้าจะเป็นไปโดยกลไกของตลาดอย่างเดียวเท่านั้น การแก้ปัญหาเงินเฟ้อในลักษณะนี้ค่อนข้างยาก มาตรการที่ได้ผล ควรจะเป็นมาตรการเกี่ยวกับการควบคุมค่าจ้างโดยตรง ในยามที่เกิดภาวะการณ์เช่นนี้รัฐบาลจำเป็นต้องตัดสินใจเลือกเอาระหว่างการที่จะให้ระดับราคาสินค้ามีเสถียรภาพ แต่ทำให้มีอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น หรือการว่างงานน้อยลงแต่ระดับราคาสินค้าสูงขึ้น</p>
<p>                                  2.2 เงินเฟ้อเพราะกำไรเพิ่ม (Prafit &#8211; Push Inflation) เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทางด้านซัพพลายหรือต้นทุนการผลิต เนื่องจากที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าตลาดที่มีการแข่งขันที่สมบูรณ์ (Perfect Market) การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของราคาสินค้าหรือค่าจ้างจะเป็นไปโดยกลไกตลาด เพราะฉะนั้นปัญหาภาวะการณ์เช่นนี้เกิดเฉพาะตลาดที่มีการแข่งขันไม่สมบูรณ์เท่านั้น คือ ผู้ผลิตมีอำนาจที่จะกำหนดราคาสินค้าได้เอง                     </p>
<p>                   3.) เงินเฟ้อเพราะสาเหตุอื่น ๆ</p>
<p>                                3.1 โครงสร้างดีมานด์เปลี่ยนแปลง (ฺBottleneck or Structural Inflation) เมื่อระบบเศรษฐกิจมีการพัฒนาขึ้น การบริโภคและโครงสร้างจะมีการปรับตัวอย่างรวดเร็ว แต่โครงสร้างการผลิตยังไม่สามารถปรับตัวได้ทัน จึงทำให้เกิดดีมานด์ส่วนเกิน (ฺExcess Demand) ราคาสินค้าสูงขึ้น และทำให้สินค้าโดยทั่วไปสูงขึ้นด้วย แต่เงินเฟ้อประเภทนี้ไม่สามารถใช้การแก้ไขได้แบบเดียวกับ Demand Pull Inflation เพราะนอกจากจะไม่ทำให้ปัญหาเงินเฟ้อลดลงแล้วจะยังคงก่อให้เกิดปัญหาการว่างงานด้วย</p>
<p>                                3.2- เงินเฟ้อที่เกิดจากการติดต่อระหว่างประเทศ (ฺInternational Transmission of Inflation)</p>
<p>                                           3.2.1) ผ่านทางสินค้าออก คือ เมื่อตลาดต่างประเทศมีความต้องการที่จะซื้อผลิตภัณฑ์สินค้าจากประเทศไทยเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าที่จะส่งออกของไทยจึงสูงขึ้น ทำให้ความต้องการที่จะขายสินค้าภายในประเทศลดต่ำลง นั่นคือ ดีมานด์ที่ต้องการส่งออกมีมากทำให้ซัพพลายที่เหลืออยู่ในประเทศลดลง เช่น ราคาน้ำตาลทราย</p>
<p>                                          3.2.2) ผ่านทางสินค้าเข้า เช่น ไทยสั่งซื้อเป็นสินค้านำเข้า เมื่อน้ำมันของตลาดโลกสูงขึ้น ราคาผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบริการต่าง ๆ ที่ใช้น้ำมันเหล่านี้เป็นส่วนประกอบก็จะพลอยสูงขึ้นตาม</p>
<p><strong>แนวทางการแก้ไขภาวะเงินเฟ้อ</strong></p>
<p>                   รัฐบาลใช้มาตรการทางการเงิน โดยการเพิ่มอัตราดอกเบี้ย แต่การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในกรณีเงินเฟ้อผ่านทางสินค้าเข้าเช่น ราคาน้ำมัน การขึ้นอัตราดอกเบี้ย เป็นการซ้ำเติมผู้ผลิตเพราะมีต้นทุนเพิ่มมากยิ่งขึ้น ในภายหลังมีนักเศรษฐศาสตร์บางสำนัก ใช้มาตรการกระตุ้นการบริโภคแทน</p>
Posted in Fundamental  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/salamanderr.wordpress.com/318/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/salamanderr.wordpress.com/318/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/salamanderr.wordpress.com/318/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/salamanderr.wordpress.com/318/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/salamanderr.wordpress.com/318/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/salamanderr.wordpress.com/318/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/salamanderr.wordpress.com/318/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/salamanderr.wordpress.com/318/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/salamanderr.wordpress.com/318/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/salamanderr.wordpress.com/318/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=318&subd=salamanderr&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://salamanderr.wordpress.com/2009/04/04/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3c086ae747e341c0471282e36dcb1d21?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ปราย</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>เครื่องชี้วัดภาวะเศรษฐกิจ (Economic indicator)</title>
		<link>http://salamanderr.wordpress.com/2009/03/29/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90/</link>
		<comments>http://salamanderr.wordpress.com/2009/03/29/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 29 Mar 2009 11:06:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ปราย</dc:creator>
				<category><![CDATA[Fundamental]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://salamanderr.wordpress.com/?p=316</guid>
		<description><![CDATA[             ภาวะเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ สามารถสังเกตุจากปัจัยต่างๆได้ดังนี้
             1. สภาวะทางการเมือง ความมั่นคงทางการเมืองสามารถบ่งชี้ความมั่นคงทางเศรษฐกิจถ้าเสถียรภาพทางการเมืองมีความมั่นคงมาก นโยบายการเงินและการคลังมีความชัดเจน นักลงทุนต่างประเทศที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยก็มากขึ้น การสร้างงานและการจ้างแรงงานก็เพิ่มขึ้นทำให้เศรษฐกิจในอนาคตดีขึ้นราคาหลักทรัพย์ก็ดีขึ้น
            2. อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ จะมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกับระดับราคาหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจทำให้ผลประกอบการของบริษัทที่จดทะเบียนดีขึ้นและจูงใจให้นักลงทุนเข้าไปลงทุนในบริษัทจดทะเบียนนั้นมากขึ้น
           3. อัตราดอกเบี้ย เป็นปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกับภาวะเศรษฐกิจโดยตรง โดยส่วนใหญ่ อัตราดอกเบี้ยมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงข้ามกับภาวะตลาดหลักทรัพย์และการลงทุน ไม่ทุกหมวดอุตสาหกรรม อุตตสาหกรรมที่ได้ผลกระทบ จะเป็นอุตสาหกรรม ก่อสร้าง และ กลุ่มบันเทิง รวมทั้งหลักทรัพย์ที่ประกอบ ธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าฟุ่มเฟือย เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดเงินสูงขึ้นในขณะ ที่ความเสี่ยงในการถือเงินเพื่อเก็งกำไร มีน้อยกว่าการลงทุนในหลักทรัพย์  นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยมีผลกระทบต่อการไหลเข้าออกของเงินทุนจากต่างประเทศอีกด้วย
           4. ราคาน้ำมันในตลาดโลก ราคาน้ำมันมีผลกระทบในทิศทางตรงกันข้ามกับราคาหลักทรัพย์เป็นส่วนใหญ่ แต่ส่งผลดีในหุ้นกลุ่มพลังงาน เนื่องจาก หลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หลักทรัพย์กลุ่มพลังงาน มีขนาดของตลาดใหญ่ที่สุด และมีการกระจุกตัวในกลุ่มนี้มาก จึงทำให้ราคาน้ำมันมีผลกระทบไปในทิศทางเดียวกันกับราคาดัชนีหลักทรัพย์ นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังมีผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อและอัตตราดอกเบี้ย
             5. อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ตราระหว่างประเทศจะมีผลเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศและอุตสาหกรรมที่ส่งสินค้าออกไปขายต่างประเทศ  ซึ่งส่งผลกระทบต่อดุลบัญชีเดินสะพัด อย่างไรก็ตาม อัตราแลกเปลี่ยน ยังมีผลกระทบ กับกระแสเงินลงทุนระยะสั้น ที่เข้ามาเพื่อเก็งกำไร ในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ตลาดตราสารหนี้ และตลาดหุ้น [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=316&subd=salamanderr&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>             ภาวะเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ สามารถสังเกตุจากปัจัยต่างๆได้ดังนี้</p>
<p>             1. <strong>สภาวะทางการเมือง</strong> ความมั่นคงทางการเมืองสามารถบ่งชี้ความมั่นคงทางเศรษฐกิจถ้าเสถียรภาพทางการเมืองมีความมั่นคงมาก นโยบายการเงินและการคลังมีความชัดเจน นักลงทุนต่างประเทศที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยก็มากขึ้น การสร้างงานและการจ้างแรงงานก็เพิ่มขึ้นทำให้เศรษฐกิจในอนาคตดีขึ้นราคาหลักทรัพย์ก็ดีขึ้น</p>
<p>            2. <strong>อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ</strong> จะมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกับระดับราคาหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจทำให้ผลประกอบการของบริษัทที่จดทะเบียนดีขึ้นและจูงใจให้นักลงทุนเข้าไปลงทุนในบริษัทจดทะเบียนนั้นมากขึ้น</p>
<p>           3. <strong>อัตราดอกเบี้ย</strong> เป็นปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกับภาวะเศรษฐกิจโดยตรง โดยส่วนใหญ่ อัตราดอกเบี้ยมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงข้ามกับภาวะตลาดหลักทรัพย์และการลงทุน ไม่ทุกหมวดอุตสาหกรรม อุตตสาหกรรมที่ได้ผลกระทบ จะเป็นอุตสาหกรรม ก่อสร้าง และ กลุ่มบันเทิง รวมทั้งหลักทรัพย์ที่ประกอบ ธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าฟุ่มเฟือย เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดเงินสูงขึ้นในขณะ ที่ความเสี่ยงในการถือเงินเพื่อเก็งกำไร มีน้อยกว่าการลงทุนในหลักทรัพย์  นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยมีผลกระทบต่อการไหลเข้าออกของเงินทุนจากต่างประเทศอีกด้วย</p>
<p>           4. <strong>ราคาน้ำมันในตลาดโลก</strong> ราคาน้ำมันมีผลกระทบในทิศทางตรงกันข้ามกับราคาหลักทรัพย์เป็นส่วนใหญ่ แต่ส่งผลดีในหุ้นกลุ่มพลังงาน เนื่องจาก หลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หลักทรัพย์กลุ่มพลังงาน มีขนาดของตลาดใหญ่ที่สุด และมีการกระจุกตัวในกลุ่มนี้มาก จึงทำให้ราคาน้ำมันมีผลกระทบไปในทิศทางเดียวกันกับราคาดัชนีหลักทรัพย์ นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังมีผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อและอัตตราดอกเบี้ย</p>
<p>             5. <strong>อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ</strong> ปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ตราระหว่างประเทศจะมีผลเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศและอุตสาหกรรมที่ส่งสินค้าออกไปขายต่างประเทศ  ซึ่งส่งผลกระทบต่อดุลบัญชีเดินสะพัด อย่างไรก็ตาม อัตราแลกเปลี่ยน ยังมีผลกระทบ กับกระแสเงินลงทุนระยะสั้น ที่เข้ามาเพื่อเก็งกำไร ในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ตลาดตราสารหนี้ และตลาดหุ้น ทำให้มีความไม่แน่นอนและมีความผันผวนสูงขึ้น</p>
<p>              6. <strong>อัตราเงินเฟ้อ</strong> จากความเข้าใจทั่วไป เงินเฟ้อเกิดเมื่อราคาของสินค้าต่าง ๆ มีการปรับตัวสูงขึ้น แต่จริง ๆ แล้วการเกิดภาวะเงินเฟ้อนี้ไม่จำเป็นที่ว่า สินค้าทุกตัวต้องมีราคาสูงขึ้นเหมือนกันหมด อาจเป็นได้ที่สินค้าบางชนิดมีราคาสูงขึ้น แต่อีกบางชนิดมีราคาลดลง แต่สิ่งที่สำคัญ นั่นคือ ราคารวมทั้งหมดโดยเฉลี่ยแล้วสูงขึ้น</p>
Posted in Fundamental  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/salamanderr.wordpress.com/316/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/salamanderr.wordpress.com/316/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/salamanderr.wordpress.com/316/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/salamanderr.wordpress.com/316/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/salamanderr.wordpress.com/316/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/salamanderr.wordpress.com/316/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/salamanderr.wordpress.com/316/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/salamanderr.wordpress.com/316/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/salamanderr.wordpress.com/316/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/salamanderr.wordpress.com/316/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=316&subd=salamanderr&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://salamanderr.wordpress.com/2009/03/29/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3c086ae747e341c0471282e36dcb1d21?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ปราย</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>การวิเคราะห์เศรษฐกิจ</title>
		<link>http://salamanderr.wordpress.com/2009/03/27/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88/</link>
		<comments>http://salamanderr.wordpress.com/2009/03/27/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 27 Mar 2009 04:34:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ปราย</dc:creator>
				<category><![CDATA[Fundamental]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://salamanderr.wordpress.com/?p=306</guid>
		<description><![CDATA[                 การวิเคราะห์เศรษฐกิจ (Economic analysis) เป็นขั้นตอนแรกของการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งจะต้องทำก่อนเพื่อให้ทราบถึงสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมและจะมีแนว โน้มเป็นอย่างไรในอนาคต โดยแนวโน้มจะมีดังรูป  


จากรูปอธิบายวงจรทางเศรษฐกิจได้เป็นตังนี้
                1.1.ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) เนื่องจากระยะนี้เศรษฐกิจโดยรวมอยู่ในภาวะถดถอยจะเกิดภาวะเงินฝืดและตึงตัว (Deflation and tight money) ให้กำไรของธุรกิจต่างๆมีแนวโน้มลดลง การลงทุนในหุ้นให้ผลตอยแทนไม่ดีเท่ากับลงทุนในพันธบัตร ผู้ถือพันธบัตรได้ดอกเบี้ยในอัตราที่กำหนดไว้ในพันธยบัตร ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยลดลงทำให้ราคาพันธบัตรสูงขึ้น 
                1.2.ภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัว (Recovery) ระยะเศรษฐกิจช่วงนี้เริ่มฟื้นตัวภาวะเงินคลายตัว และดอกเบี้ยมีอัตราลดลงไปแล้วจากภาวะถอถอย ทำให้ต้นทุนด้านการเงินต่ำลง ส่งผลให้ธุรกิจมีอัตราการเจริญเติบโตสูงขึ้นการลงทุนในช่วงระยะเวลานี้นักลงทุนจะโยกย้ายเงินจากตลาดพันธบัตรไปสู่ตลาดหุ้น 
                1.3 ภาวะเศรษฐกิจรุ่งเรือง (Prosperity) ช่วงนี้เศรษฐกิจมีอัตราการขยายตัวที่สูงมาก ทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อสูงขึ้นในช่วงนี้ธนาคารกลางประเทศต่างเริ่มแทรกแทรงตลาดทำให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นซึ่งไม่เป็นผลดีต่อตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร สินทรัพย์ที่ได้รับการตอบแทนสูงจะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ รวมไปถึงทองคำด้วย เพราะสิ้นค้าเหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อนักลงทุนจึงโยกออกจากตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรนำเงินไปลงทุนในสินค้าโภคพันธ์ 
                1.4.ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันพร้อมกับภาวะเงินเฟ้อ (Stagflation) ในช่วงเศรษฐกิจโดยรวมมีอัตรา ขยายตัวสูง ธุรกิจต่างๆ ธุรกิจต่างๆจะเริ่มกู้เงินลงทุนสูงขึ้นแต่เมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับตัวขึ้น ต้นทุนทางการเงินของธุรกิจจะปรับตัวขึ้น ในช่วงนี้ผลกำไรบริษัทต่างลดลง ในช่วยอัตราดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้นนักลงทุนจะนำเงินมาฝากธนาคาร
 
 
 

 
 
 
Posted in Fundamental       <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=306&subd=salamanderr&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span>                 การวิเคราะห์เศรษฐกิจ (Economic analysis)</span><span style="font-size:14pt;font-family:&quot;" lang="TH"> เป็นขั้นตอนแรกของการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งจะต้องทำก่อนเพื่อให้ทราบถึงสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมและจะมีแนว โน้มเป็นอย่างไรในอนาคต โดยแนวโน้มจะมีดังรูป </span> </p>
<div></div>
<p><span style="font-size:14pt;font-family:&quot;" lang="TH"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:14pt;font-family:&quot;" lang="TH"><a href="http://salamanderr.files.wordpress.com/2009/03/cycle.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-307" title="cycle" src="http://salamanderr.files.wordpress.com/2009/03/cycle.jpg?w=495&#038;h=399" alt="cycle" width="495" height="399" /></a>จากรูปอธิบายวงจรทางเศรษฐกิจได้เป็นตังนี้</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:14pt;font-family:&quot;" lang="TH"><span>                </span>1.</span><span style="font-size:14pt;font-family:&quot;">1.<strong><span lang="TH">ภาวะเศรษฐกิจถดถอย </span>(Recession)</strong> <span lang="TH">เนื่องจากระยะนี้เศรษฐกิจโดยรวมอยู่ในภาวะถดถอยจะเกิดภาวะเงินฝืดและตึงตัว </span>(Deflation and tight money) <span lang="TH">ให้กำไรของธุรกิจต่างๆมีแนวโน้มลดลง การลงทุนในหุ้นให้ผลตอยแทนไม่ดีเท่ากับลงทุนในพันธบัตร ผู้ถือพันธบัตรได้ดอกเบี้ยในอัตราที่กำหนดไว้ในพันธยบัตร ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยลดลงทำให้ราคาพันธบัตรสูงขึ้น </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:14pt;font-family:&quot;" lang="TH"><span>                </span>1.2.<strong>ภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัว </strong></span><span style="font-size:14pt;font-family:&quot;"><strong>(Recovery)</strong> <span lang="TH">ระยะเศรษฐกิจช่วงนี้เริ่มฟื้นตัวภาวะเงินคลายตัว และดอกเบี้ยมีอัตราลดลงไปแล้วจากภาวะถอถอย ทำให้ต้นทุนด้านการเงินต่ำลง ส่งผลให้ธุรกิจมีอัตราการเจริญเติบโตสูงขึ้นการลงทุนในช่วงระยะเวลานี้นักลงทุนจะโยกย้ายเงินจากตลาดพันธบัตรไปสู่ตลาดหุ้น </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:14pt;font-family:&quot;" lang="TH"><span>                </span>1.3 <strong>ภาวะเศรษฐกิจรุ่งเรือง </strong></span><span style="font-size:14pt;font-family:&quot;"><strong>(Prosperity)</strong> <span lang="TH">ช่วงนี้เศรษฐกิจมีอัตราการขยายตัวที่สูงมาก ทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อสูงขึ้นในช่วงนี้ธนาคารกลางประเทศต่างเริ่มแทรกแทรงตลาดทำให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นซึ่งไม่เป็นผลดีต่อตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร สินทรัพย์ที่ได้รับการตอบแทนสูงจะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ รวมไปถึงทองคำด้วย เพราะสิ้นค้าเหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อนักลงทุนจึงโยกออกจากตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรนำเงินไปลงทุนในสินค้าโภคพันธ์ </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:14pt;font-family:&quot;" lang="TH"><span>                </span>1.4.<strong>ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันพร้อมกับภาวะเงินเฟ้อ </strong></span><span style="font-size:14pt;font-family:&quot;"><strong>(Stagflation)</strong> <span lang="TH">ในช่วงเศรษฐกิจโดยรวมมีอัตรา ขยายตัวสูง ธุรกิจต่างๆ ธุรกิจต่างๆจะเริ่มกู้เงินลงทุนสูงขึ้นแต่เมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับตัวขึ้น ต้นทุนทางการเงินของธุรกิจจะปรับตัวขึ้น ในช่วงนี้ผลกำไรบริษัทต่างลดลง ในช่วยอัตราดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้นนักลงทุนจะนำเงินมาฝากธนาคาร</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"> </p>
<p> </p>
<p> </p>
<p></span></p>
<p> </p>
<p> </p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"> </p>
Posted in Fundamental  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/salamanderr.wordpress.com/306/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/salamanderr.wordpress.com/306/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/salamanderr.wordpress.com/306/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/salamanderr.wordpress.com/306/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/salamanderr.wordpress.com/306/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/salamanderr.wordpress.com/306/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/salamanderr.wordpress.com/306/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/salamanderr.wordpress.com/306/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/salamanderr.wordpress.com/306/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/salamanderr.wordpress.com/306/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=306&subd=salamanderr&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://salamanderr.wordpress.com/2009/03/27/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3c086ae747e341c0471282e36dcb1d21?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ปราย</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://salamanderr.files.wordpress.com/2009/03/cycle.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">cycle</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>แนวคิดการวิเคราะห์ ปัจจัยพื้นฐาน</title>
		<link>http://salamanderr.wordpress.com/2009/03/18/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b9%8c-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%88/</link>
		<comments>http://salamanderr.wordpress.com/2009/03/18/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b9%8c-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%88/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 18 Mar 2009 12:11:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ปราย</dc:creator>
				<category><![CDATA[Fundamental]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://salamanderr.wordpress.com/?p=304</guid>
		<description><![CDATA[                  จากทฤษฎีตลาดที่มีประสิทธิภาพ (Efficient market) ราคาหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์จะเคลื่อนไหวอย่างมีประสิทธิภาพ โดยราคาปรับตัวสูงขึ้นหรือลดลงอย่างต่อ เนื่อง ตามผลประกอบการจนมีมูลค่าเท่ากับมูลค่าที่แท้จริงดังนั้นการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental analysis) เพื่อหามูลค่าแท้จริงของหลักทรัพย์แล้วนำมาเปรียบ เทียบกับราคาตลาดจะสามารถนำไปสู่การตัดสินใจ 3 แนวทางต่อไปนี้
                  1. ถ้าราคาหลักทรัพย์ในตลาดต่ำกว่ามูลค่าที่วิเคราะห์ แสดงว่าหลักทรัพย์มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ก็ตัดสินซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าวเพราะในอนาคตราคาหลักทรัพย์จะปรับตัวสูงขึ้นมาเท่ากับมูลค่าที่ได้วิเคราะห์ไว้
                  2. ถ้าราคาหลักทรัพย์ในตลาดเท่ากับมูลค่า เท่ากับมูลค่าที่ควรจะเป็นก็ไม่จำเป็น ต้องทำการซื้อขาย เพื่อรอดูผลประกอบการในอนาคต ว่าจะเป็นไปในทิศทางใดแล้วจึงค่อยตัดสินใจ
                 3 ถ้าพบว่าราคาหลักทรัพย์ในตลาดสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงจากที่วิเคราะห์ ก็ควรขายหลักทรัพย์นั้นเพราะคาดว่าในไม่ช้าราคาหลักทรัพย์ในตลาดขะต้องตกต่ำลงมาสู่ระดับที่วิเคราะห์ไว้
               การประเมินมูลค่าแท้จริงของหลักทรัพย์จากการโดยการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเบื้องต้นเพื่อใช้ในการตัดสินใจลงทุน ถูกกำหนดด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจ ประกอบด้วย การวิเคราะห์เศรษฐกิจ การวิเคราะห์อุตสาหกรรม การวิเคราะห์บริษัท วิเคราะห์ตัวหลักทรัพย์ การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นจะต้องวิเคราะห์ถึงแนวโน้ม ในอนาคต ที่คาดว่ากำลังจะเกิดขึ้น เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์เป็นตลาดแห่งการคาดหวัง ดังนั้นจึงต้องวิเคราะห์ถึงปัจจัยพื้นฐานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
Posted in Fundamental       <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=304&subd=salamanderr&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>                  จากทฤษฎีตลาดที่มีประสิทธิภาพ (Efficient market) ราคาหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์จะเคลื่อนไหวอย่างมีประสิทธิภาพ โดยราคาปรับตัวสูงขึ้นหรือลดลงอย่างต่อ เนื่อง ตามผลประกอบการจนมีมูลค่าเท่ากับมูลค่าที่แท้จริงดังนั้นการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental analysis) เพื่อหามูลค่าแท้จริงของหลักทรัพย์แล้วนำมาเปรียบ เทียบกับราคาตลาดจะสามารถนำไปสู่การตัดสินใจ 3 แนวทางต่อไปนี้</p>
<p>                  1. ถ้าราคาหลักทรัพย์ในตลาดต่ำกว่ามูลค่าที่วิเคราะห์ แสดงว่าหลักทรัพย์มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ก็ตัดสินซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าวเพราะในอนาคตราคาหลักทรัพย์จะปรับตัวสูงขึ้นมาเท่ากับมูลค่าที่ได้วิเคราะห์ไว้</p>
<p>                  2. ถ้าราคาหลักทรัพย์ในตลาดเท่ากับมูลค่า เท่ากับมูลค่าที่ควรจะเป็นก็ไม่จำเป็น ต้องทำการซื้อขาย เพื่อรอดูผลประกอบการในอนาคต ว่าจะเป็นไปในทิศทางใดแล้วจึงค่อยตัดสินใจ</p>
<p>                 3 ถ้าพบว่าราคาหลักทรัพย์ในตลาดสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงจากที่วิเคราะห์ ก็ควรขายหลักทรัพย์นั้นเพราะคาดว่าในไม่ช้าราคาหลักทรัพย์ในตลาดขะต้องตกต่ำลงมาสู่ระดับที่วิเคราะห์ไว้</p>
<p>               การประเมินมูลค่าแท้จริงของหลักทรัพย์จากการโดยการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเบื้องต้นเพื่อใช้ในการตัดสินใจลงทุน ถูกกำหนดด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจ ประกอบด้วย การวิเคราะห์เศรษฐกิจ การวิเคราะห์อุตสาหกรรม การวิเคราะห์บริษัท วิเคราะห์ตัวหลักทรัพย์ การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นจะต้องวิเคราะห์ถึงแนวโน้ม ในอนาคต ที่คาดว่ากำลังจะเกิดขึ้น เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์เป็นตลาดแห่งการคาดหวัง ดังนั้นจึงต้องวิเคราะห์ถึงปัจจัยพื้นฐานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต</p>
Posted in Fundamental  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/salamanderr.wordpress.com/304/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/salamanderr.wordpress.com/304/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/salamanderr.wordpress.com/304/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/salamanderr.wordpress.com/304/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/salamanderr.wordpress.com/304/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/salamanderr.wordpress.com/304/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/salamanderr.wordpress.com/304/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/salamanderr.wordpress.com/304/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/salamanderr.wordpress.com/304/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/salamanderr.wordpress.com/304/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=304&subd=salamanderr&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://salamanderr.wordpress.com/2009/03/18/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b9%8c-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3c086ae747e341c0471282e36dcb1d21?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ปราย</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ทฤษฎีปริมาณเงินตามแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์การเงินนิยม</title>
		<link>http://salamanderr.wordpress.com/2009/03/16/%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84/</link>
		<comments>http://salamanderr.wordpress.com/2009/03/16/%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 16 Mar 2009 13:34:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ปราย</dc:creator>
				<category><![CDATA[Theory of invesment]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://salamanderr.wordpress.com/?p=300</guid>
		<description><![CDATA[นักเศรษฐศาสตร์การเงินนิยมได้กล่าวถึงทฤษฎีปริมาณเงิน
               1.ปริมาณเงินเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการกำหนดรายได้ประชาชาติที่เป็นตัวเงิน(national income) ในระบบเศรษฐกิจหนึ่ง ระดับของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สามารถแสดงในรูปตัวเงินถูกกำหนดโดยปริมาณเงิน นักเศรษฐศสตร์การเงินจึงเน้นความสำคัญของนโยบายการเงินในการำกหนดระดับการผลิต ระดับรายได้รวมทั้ง การรักษาเสถียร ภาพทางเศรษฐกิจ
               2.ปริมาณเงินมีบทบาทต่อการกำหนดราคา เมื่อพิจารณาผลในระยะยาวแล้ว ปริมาณเงินมีผลต่อปัจจัยต่างๆ ส่วนระดับของกิจกรรมทางเศรศฐกิจที่แท้จริงไม่ได้ขึ้น กับปริมาณเงินจะมีผลต่อปัจจัยที่แท้จริง เช่นระดับผลผลิตแท้จริง ซึ่งถูกกำหนดโดยปริมาณสินค้าทุน จำนวนและคุณภาพของปรงงานในระบบเศรษฐกิจและเทคโนโลยีการผลิตเป็นต้น  ในระยะยาว ระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่แท้จริงไม่ถูกกระทบโดยผลของปริมาณเงิน แต่ในระนะสั้นการเปลี่ยนแปลงในปริมาณเงืนนอกจากมีอิทธพลต่อระดับราคาสินค้าทัวไปแล้ว ยังมีอิทธพลต่อผลผลิตที่แท้จริงและการจ้างแรงงานด้วย เน่องจากในระยะสั้นการเคลื่อนไหวของราคาและค่าจ้างแรงงานไม่สามารถเครื่องไหวขึ้นลงได้อย่างเสรี เมื่อปริมาณเงินเปลี่ยนแปลงก็ทำให้การจ้างานเปลี่ยนไปด้วยจึงมีผลกระทบถึงผลผลิต
               3.สมการความต้องการถือเงินของสำนักการเงินนิยมเป็นสมการที่มีเสถียรภาพ เม้ว่าในทฤษฎีการเงินสมัยใหม่ของนักการเงินนิยมแสดงให้เห็นว่า อัตราการหมุนเวียนของเงินไม่คงที่ในระยะยาวแต่โดยทั่วไปแล้วนักการเงินนินมเห็นว่าอัตราการหมุนเงินค่อนข้างมีเพียรภาพ ในบางครั้งเศรษฐกิจเกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรงอัตราการหมุน เวียนเงินจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประชาชนคาดการณ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของระดับราคาในอนาคตซึ่งทำให้ความต้องการถือเงินเปลี่ยนแปลงไปและไร้เสถียรภาพ ซึ่งนักการเงินนินมมีความเห็นว่าทฤษฎีการเงินต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ การคาดการณ์เกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะมีผลต่อพฤติกรรมความต้องการถือเงินเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นได้และไม่ขัดแย้งกับปริมาณเงินสมัยใหม่
               4.การเปลี่ยนแปลงในปริมาณเงินทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอุปสงค์รวมของสินค้าโดยกระบวนการดังกล่าวจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในการถือสินทรัพย์หรือหลักทรัพย์ในรูปแบบต่างๆนักการเงินนิยมเชื่อว่า ปริมาณเงินเพิ่มขึ้นเมื่อรัฐบาลทำการซื้อหลักทรัพย์ในท้องตลาด ราคาของสินทรัพย์หรือ หลักทรัพย์ทุกชนิดก็จะสูงตามไปด้วยและถ้าจำนวนผลตอบแทนที่ได้รับไม่เปลี่ยนแปลงก็แสดงว่า อัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์ทุกชนิดลดลงเมื่อเทียบกับราคาหลักทรัพย์ไหม่ ซึ่งจะเป็นผลให้ประชาชนนำหลักทรัพย์ออกมาจำหน่ายมากขึ้นทำให้เกิดความต้องการซื้อสินค้ามากขึ้น ในที่สุดก็เกิดการเปลี่ยนแปลงในอุปสงค์รวมของสินค้าด้วย
               5.นักการเงินนิยมเห็นว่า เศรษฐกิจในภาคเอกชนซึ่งประกอบด้วยหน่วยธุรกิจต่างๆและครัวเรือนเป็นภาคที่ไม่มีเสถียรภาพในตัวเองแต่ความไม่มีเสถียรภาพนั้นเกิดจากนโยบายและการดำเนินงานของภารรัฐบาลกล่าวคือ ถ้ารัฐบาลต้องการขยายปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ ทำได้โดยการซื้อหลักทรัพย์จากตลาดเพื่อโอนเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้น เมื่อมีการซื้อขายหลักทรัพย์จากตลาดเพื่อโนเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้น เมื่อมีการซื้อขายหลักทรัพย์เกิดขึ้น สัดส่วนของสินทรัพย์ของประชาชนก็จะเปลี่ยนแปลงโดยสินทรัพย์ที่เป็นตัวเองินจะเพิ่มขี้นได้ขณะที่สินทรัพย์ชนิดอื่นลดน้อยลง แต่ในนะยะสั้น ผลผลิตสินค้ามากขึ้น ราคาสินค้าสำเร็จรูปและราคาวัตถุดิบมีแนวโน้มสูงขึ้นเมื่อราคาสินค้าสูงขขึ้นทำให้นักธุรกิจคาดการณ์ไว้ สามารถหาผลกำไรขากการลงทุนได้ก็จะลงทุนมากขึ้น ในที่สุดการจ้างงานและระดับรายได้ก็สูงขึ้นกำไรของธุรกิจก็สูงตามส่งผลให้ราคาหุ้นสูงขึ้นในที่สุด
Posted in Theory of [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=300&subd=salamanderr&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>นักเศรษฐศาสตร์การเงินนิยมได้กล่าวถึงทฤษฎีปริมาณเงิน</p>
<p>               1.ปริมาณเงินเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการกำหนดรายได้ประชาชาติที่เป็นตัวเงิน(national income) ในระบบเศรษฐกิจหนึ่ง ระดับของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สามารถแสดงในรูปตัวเงินถูกกำหนดโดยปริมาณเงิน นักเศรษฐศสตร์การเงินจึงเน้นความสำคัญของนโยบายการเงินในการำกหนดระดับการผลิต ระดับรายได้รวมทั้ง การรักษาเสถียร ภาพทางเศรษฐกิจ</p>
<p>               2.ปริมาณเงินมีบทบาทต่อการกำหนดราคา เมื่อพิจารณาผลในระยะยาวแล้ว ปริมาณเงินมีผลต่อปัจจัยต่างๆ ส่วนระดับของกิจกรรมทางเศรศฐกิจที่แท้จริงไม่ได้ขึ้น กับปริมาณเงินจะมีผลต่อปัจจัยที่แท้จริง เช่นระดับผลผลิตแท้จริง ซึ่งถูกกำหนดโดยปริมาณสินค้าทุน จำนวนและคุณภาพของปรงงานในระบบเศรษฐกิจและเทคโนโลยีการผลิตเป็นต้น  ในระยะยาว ระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่แท้จริงไม่ถูกกระทบโดยผลของปริมาณเงิน แต่ในระนะสั้นการเปลี่ยนแปลงในปริมาณเงืนนอกจากมีอิทธพลต่อระดับราคาสินค้าทัวไปแล้ว ยังมีอิทธพลต่อผลผลิตที่แท้จริงและการจ้างแรงงานด้วย เน่องจากในระยะสั้นการเคลื่อนไหวของราคาและค่าจ้างแรงงานไม่สามารถเครื่องไหวขึ้นลงได้อย่างเสรี เมื่อปริมาณเงินเปลี่ยนแปลงก็ทำให้การจ้างานเปลี่ยนไปด้วยจึงมีผลกระทบถึงผลผลิต</p>
<p>               3.สมการความต้องการถือเงินของสำนักการเงินนิยมเป็นสมการที่มีเสถียรภาพ เม้ว่าในทฤษฎีการเงินสมัยใหม่ของนักการเงินนิยมแสดงให้เห็นว่า อัตราการหมุนเวียนของเงินไม่คงที่ในระยะยาวแต่โดยทั่วไปแล้วนักการเงินนินมเห็นว่าอัตราการหมุนเงินค่อนข้างมีเพียรภาพ ในบางครั้งเศรษฐกิจเกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรงอัตราการหมุน เวียนเงินจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประชาชนคาดการณ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของระดับราคาในอนาคตซึ่งทำให้ความต้องการถือเงินเปลี่ยนแปลงไปและไร้เสถียรภาพ ซึ่งนักการเงินนินมมีความเห็นว่าทฤษฎีการเงินต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ การคาดการณ์เกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะมีผลต่อพฤติกรรมความต้องการถือเงินเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นได้และไม่ขัดแย้งกับปริมาณเงินสมัยใหม่</p>
<p>               4.การเปลี่ยนแปลงในปริมาณเงินทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอุปสงค์รวมของสินค้าโดยกระบวนการดังกล่าวจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในการถือสินทรัพย์หรือหลักทรัพย์ในรูปแบบต่างๆนักการเงินนิยมเชื่อว่า ปริมาณเงินเพิ่มขึ้นเมื่อรัฐบาลทำการซื้อหลักทรัพย์ในท้องตลาด ราคาของสินทรัพย์หรือ หลักทรัพย์ทุกชนิดก็จะสูงตามไปด้วยและถ้าจำนวนผลตอบแทนที่ได้รับไม่เปลี่ยนแปลงก็แสดงว่า อัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์ทุกชนิดลดลงเมื่อเทียบกับราคาหลักทรัพย์ไหม่ ซึ่งจะเป็นผลให้ประชาชนนำหลักทรัพย์ออกมาจำหน่ายมากขึ้นทำให้เกิดความต้องการซื้อสินค้ามากขึ้น ในที่สุดก็เกิดการเปลี่ยนแปลงในอุปสงค์รวมของสินค้าด้วย</p>
<p>               5.นักการเงินนิยมเห็นว่า เศรษฐกิจในภาคเอกชนซึ่งประกอบด้วยหน่วยธุรกิจต่างๆและครัวเรือนเป็นภาคที่ไม่มีเสถียรภาพในตัวเองแต่ความไม่มีเสถียรภาพนั้นเกิดจากนโยบายและการดำเนินงานของภารรัฐบาลกล่าวคือ ถ้ารัฐบาลต้องการขยายปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ ทำได้โดยการซื้อหลักทรัพย์จากตลาดเพื่อโอนเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้น เมื่อมีการซื้อขายหลักทรัพย์จากตลาดเพื่อโนเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้น เมื่อมีการซื้อขายหลักทรัพย์เกิดขึ้น สัดส่วนของสินทรัพย์ของประชาชนก็จะเปลี่ยนแปลงโดยสินทรัพย์ที่เป็นตัวเองินจะเพิ่มขี้นได้ขณะที่สินทรัพย์ชนิดอื่นลดน้อยลง แต่ในนะยะสั้น ผลผลิตสินค้ามากขึ้น ราคาสินค้าสำเร็จรูปและราคาวัตถุดิบมีแนวโน้มสูงขึ้นเมื่อราคาสินค้าสูงขขึ้นทำให้นักธุรกิจคาดการณ์ไว้ สามารถหาผลกำไรขากการลงทุนได้ก็จะลงทุนมากขึ้น ในที่สุดการจ้างงานและระดับรายได้ก็สูงขึ้นกำไรของธุรกิจก็สูงตามส่งผลให้ราคาหุ้นสูงขึ้นในที่สุด</p>
Posted in Theory of invesment  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/salamanderr.wordpress.com/300/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/salamanderr.wordpress.com/300/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/salamanderr.wordpress.com/300/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/salamanderr.wordpress.com/300/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/salamanderr.wordpress.com/300/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/salamanderr.wordpress.com/300/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/salamanderr.wordpress.com/300/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/salamanderr.wordpress.com/300/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/salamanderr.wordpress.com/300/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/salamanderr.wordpress.com/300/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=300&subd=salamanderr&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://salamanderr.wordpress.com/2009/03/16/%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3c086ae747e341c0471282e36dcb1d21?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ปราย</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ทฤษฎีปริมาณเงิน (The Modern Quantity theory of money)</title>
		<link>http://salamanderr.wordpress.com/2009/03/13/%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99-the-modern-quantity-theory-of-money/</link>
		<comments>http://salamanderr.wordpress.com/2009/03/13/%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99-the-modern-quantity-theory-of-money/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 13 Mar 2009 02:14:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ปราย</dc:creator>
				<category><![CDATA[Theory of invesment]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://salamanderr.wordpress.com/?p=296</guid>
		<description><![CDATA[                  ทฤษฎีนี้พัฒนาขึ้นโดย Milton Friedman และนักเศรษฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยชิคาโกโด้เผยแพร่ผลงานเพื่อสนับสนุนการมีเสถียรภาพของความต้องการถือเงินตลอดจนผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงปริมาณเงินที่มีต่อตัวแปรทางเศรษฐกิจที่สำคัญทฤษฎีปริมาณเงินสมัยใหม่นี้ได้พิจารณาความต้องการถือเงินจากการที่มีความเห็นเกี่ยวกับเงินว่าเงินเป็นสินทรัพย์ประเภทหนึ่งในจำนวนสินทรัพย์อื่นๆ ที่มีมากมาย (portfolio of assets) ซึ่งจัดได้ว่าเป็นการประยุกต์ทฤษฎีทุน(capital theory) เข้ากับการอธิบายพฤติกรรมความต้องการถือเงิน โดยถือว่าเงินมีลักษณะการถือสินค้าทุนในรูปแบบอื่นๆ Friedman ได้วิเคราะห์ถึงปัจจัยที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับความต้องการถือเงินของบุคคลมีอยู่ 4 ประการคือ ระดับรายได้ที่แท้จริง ระดับราคา ระดับอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงและการเพิ่มขึ้นของระดับราคาและอัตราเงินเฟ้อ
                   โดยปัจจัย 2 เป็นตัวแรกที่มีความสัมพัน์ในทิศทางตรงกับความต้องการถือเงินและปัจจัย 2 ตัวหลังมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้าม ซึ่ง Friedman ว่าการเปลี่ยนแปลงของความต้องการถือเงินจะเป็นสัดส่วนเดียวกันกับระดับราคาและเป็นสัดส่วนที่มากกว่าระดับรายได้ที่แท้จริงโดยระดับราคาที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความต้องการถือเงินดังนี้คือ ถ้าระดับราคาสินค้าสูงขึ้น มูลค่าของเงินที่แท้จริงจะลดลงและเพื่อที่จะรักษาระดับดุลยภาพของความต้องการถือเงินเอาไว้บุคคลต่างๆก็จะต้องเพิ่มจำนวนของปริมาณเงินที่ต้องการถือเอาไว้เพิ่มมากขึ้นเพื่อที่จะซื้อสินค้าได้ในปริมาณเท่าเดิม แต่ถ้าระดับราคาของสินค้าลดลง บุคลก็จะลดปริมาณเงินที่ถือเอาไว้ทั้งนี้เพราะมูลค่าที่แท้จริงของเงินได้เพิ่มขึ้น ส่วนอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง คือต้นทุนของการถือเงินที่เป็นมูลค่าแท้จริงเพิ่มสูงขึ้น
                     ความมั่งคั่งรวม (total wealth) เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะจำกัดขอบเขตของความสามารถที่จะมีความต้องการถือเงินและมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับความต้องการถือเงินนักลงทุนกฤษฎีปริมาณเงินสมัยใหม่ได้พิจารณาถึงความมั่งคั่งรวมประกอบด้ยแหล่งที่มาของรายได้หรือบริการที่สามารถนำมาเพื่อการบริโถคได้ทุกประเภทแหล่งที่มาของรายได้ที่สำคัญของบุคคลทั้งหลายก็คือความสามารถในการผลิต (productivity capacity) ของตนเองโดยที่บุคคลจะต้องใช้ความสามารถในตนเองทำการผลิตสิ่งต่างๆเพื่อให้ได้ผลตอบแทนออกมาในรูปของรายได้หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า human wealth ซึ่ง Friedman ได้ให้ความสำคัญโดยถือว่าเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของความมั่งคั่งที่สามารถดำรงได้ การพิจารณาความมั่งคั่งในลักษณะนี้รายได้จะเข้ามามีอิทธิพลต่อความต้องการถือเงิน โดยมีบทบาทเป็นส่วนหนึ่งหรือเป็นตัวแทนของความั่งคั่งเท่านั้น รายได้ที่แท้จริงตามความหมายของ Friedman จะแตกต่างจากความหมายที่ใช้กันโดยทั่วไป คือใช้ในความหมายของรายได้ระยะยาวหรือรายได้ถาวร (permanent income) และรายได้ชั่วครั้งชั่วคราว (transitory income)
 
Measure [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=296&subd=salamanderr&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>                  ทฤษฎีนี้พัฒนาขึ้นโดย Milton Friedman และนักเศรษฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยชิคาโกโด้เผยแพร่ผลงานเพื่อสนับสนุนการมีเสถียรภาพของความต้องการถือเงินตลอดจนผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงปริมาณเงินที่มีต่อตัวแปรทางเศรษฐกิจที่สำคัญทฤษฎีปริมาณเงินสมัยใหม่นี้ได้พิจารณาความต้องการถือเงินจากการที่มีความเห็นเกี่ยวกับเงินว่าเงินเป็นสินทรัพย์ประเภทหนึ่งในจำนวนสินทรัพย์อื่นๆ ที่มีมากมาย (portfolio of assets) ซึ่งจัดได้ว่าเป็นการประยุกต์ทฤษฎีทุน(capital theory) เข้ากับการอธิบายพฤติกรรมความต้องการถือเงิน โดยถือว่าเงินมีลักษณะการถือสินค้าทุนในรูปแบบอื่นๆ Friedman ได้วิเคราะห์ถึงปัจจัยที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับความต้องการถือเงินของบุคคลมีอยู่ 4 ประการคือ ระดับรายได้ที่แท้จริง ระดับราคา ระดับอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงและการเพิ่มขึ้นของระดับราคาและอัตราเงินเฟ้อ</p>
<p>                   โดยปัจจัย 2 เป็นตัวแรกที่มีความสัมพัน์ในทิศทางตรงกับความต้องการถือเงินและปัจจัย 2 ตัวหลังมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้าม ซึ่ง Friedman ว่าการเปลี่ยนแปลงของความต้องการถือเงินจะเป็นสัดส่วนเดียวกันกับระดับราคาและเป็นสัดส่วนที่มากกว่าระดับรายได้ที่แท้จริงโดยระดับราคาที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความต้องการถือเงินดังนี้คือ ถ้าระดับราคาสินค้าสูงขึ้น มูลค่าของเงินที่แท้จริงจะลดลงและเพื่อที่จะรักษาระดับดุลยภาพของความต้องการถือเงินเอาไว้บุคคลต่างๆก็จะต้องเพิ่มจำนวนของปริมาณเงินที่ต้องการถือเอาไว้เพิ่มมากขึ้นเพื่อที่จะซื้อสินค้าได้ในปริมาณเท่าเดิม แต่ถ้าระดับราคาของสินค้าลดลง บุคลก็จะลดปริมาณเงินที่ถือเอาไว้ทั้งนี้เพราะมูลค่าที่แท้จริงของเงินได้เพิ่มขึ้น ส่วนอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง คือต้นทุนของการถือเงินที่เป็นมูลค่าแท้จริงเพิ่มสูงขึ้น</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:14pt;font-family:&quot;" lang="TH">                     ความมั่งคั่งรวม </span><span style="font-size:14pt;font-family:&quot;">(total wealth) <span lang="TH">เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะจำกัดขอบเขตของความสามารถที่จะมีความต้องการถือเงินและมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับความต้องการถือเงินนักลงทุนกฤษฎีปริมาณเงินสมัยใหม่ได้พิจารณาถึงความมั่งคั่งรวมประกอบด้ยแหล่งที่มาของรายได้หรือบริการที่สามารถนำมาเพื่อการบริโถคได้ทุกประเภทแหล่งที่มาของรายได้ที่สำคัญของบุคคลทั้งหลายก็คือความสามารถในการผลิต</span> (productivity capacity)<span lang="TH"> ของตนเองโดยที่บุคคลจะต้องใช้ความสามารถในตนเองทำการผลิตสิ่งต่างๆเพื่อให้ได้ผลตอบแทนออกมาในรูปของรายได้หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า </span>human wealth <span lang="TH">ซึ่ง </span>Friedman <span lang="TH">ได้ให้ความสำคัญโดยถือว่าเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของความมั่งคั่งที่สามารถดำรงได้ การพิจารณาความมั่งคั่งในลักษณะนี้รายได้จะเข้ามามีอิทธิพลต่อความต้องการถือเงิน โดยมีบทบาทเป็นส่วนหนึ่งหรือเป็นตัวแทนของความั่งคั่งเท่านั้น รายได้ที่แท้จริงตามความหมายของ </span>Friedman<span lang="TH"> จะแตกต่างจากความหมายที่ใช้กันโดยทั่วไป คือใช้ในความหมายของรายได้ระยะยาวหรือรายได้ถาวร </span>(permanent income)<span lang="TH"> และรายได้ชั่วครั้งชั่วคราว </span>(transitory income)</span></p>
<p class="MsoNoSpacing" style="text-align:justify;margin:0;"> </p>
<p class="MsoNoSpacing" style="text-align:center;margin:0;"><span style="font-size:14pt;font-family:&quot;">Measure income     =   transitory income   +   permanent income</span></p>
<p class="MsoNoSpacing" style="text-align:center;margin:0;"> </p>
<p class="MsoNoSpacing" style="text-align:left;margin:0;"><span style="font-size:14pt;font-family:&quot;">                 รายได้ถาวรนั้น หมายถึง รายได้ที่บุคคลคาดการณ์ว่าจะได้รับอย่างแน่นอนตลอดชั่วชีวิตของคนเรา (ซึ่งถือว่าเป็นผลตอบแทนของ human capital) หรือหมายความว่าเป็นรายได้ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น(expected income) และ Friedman ไม่เห็นด้วยกับการนำเอาข้อมูลรายได้ประชาชาติจากบัญชีรายได้ประชาชาติที่เกิดขึ้นในแต่ละปี (actual income) มาเป็นข้อมูลที่ใช้วัดขนาดรายได้ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นทั้งนี้เพราะขนาดของรายได้ที่คาดกับที่เกิดขึ้นจริง อาจมีความแตกต่างกันอันเนื่องมาจากมีรายได้ที่เกิดขึ้นมาจากเหตุการณ์ที่ไม่ด้คาดไว้ล่วงหน้า (Unexpected Or Transitory Event) ซึ่งรายได้ที่เกิดขึ้นมาจากเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดหวังนี้ไม่ควรเจ้ามามีผลกระทยต่อความต้องการถือเงิน ดังนั้นรายได้ที่มีผลกระทบต่อความต้องการถือเงินเป็นเพียงเฉพาะรายได้ถาวรหรือรายได้ที่คาดหวังเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-size:14pt;font-family:&quot;">                  Human Wealth / Non Human Wealth เนื่องจากความมั่งคั่งที่มีอยู่ในทุกรูปแบบยกเว้น Human Wealth สามารถที่จะมีตลาดสำหรับซื้อหรือขายได้ แต่ตลาดสำหรับการซื้อขาย Human Wealth นั้นไม่มีเพราะว่า Human Wealth ก็คือความสามารถของบุคคลที่จะเปลี่ยนแปลงไปให้อยู่ในรูปของรายได้ในอนาคตและเป็นการทำให้ Human Wealth ที่ดำรงอยู่มีมูลค่าปัจจุบันที่สูงขึ้น ในเรื่องนี้ความสามารถของบุคคลที่มีข้อจำกัดในการเปลี่ยนแปลง Human Wealth ให้ไปอยู่ในรูปความมั่งคั่งประเภทอื่นซึ่งมนทางปฎิบัตแล้ว มูลค่าปัจจุบันของ Human Wealth ประเมินได้ยากกว่าความมั่งคั่งในรูปแบบอื่น Friedman จึงได้นำเอาสัดส่วนของ Human Wealth/ Non Human wealth มาเป็นตัวแปรอีกตัวหนึ่งในฟังก์ชั่นความต้องการถือเงินโดยถ้าสัดส่วนดังกล่าวมีอยู่ในความมั่งคั่งรวมมากขึ้น จะทำให้ความต้องการถือเงินลดลง</span></p>
<p><span style="font-size:14pt;font-family:&quot;">                    อัตราผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินที่คาดว่าจะได้รับจากการถือพันธบัตร (ib) ผู้ถือพันธบัตรจะได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยที่เป็นตัวเงินแน่นอนในระยะเวลาที่กำหนด แต่ในขณะที่ถือพันธบัตรนั้นราคาซื้อขายของพันธบัตรในท้องตลาดจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกลไกของตลาดอัตราผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินจากการถือพันธบัตรจึงประกอบไปด้วยสองส่วน คือ รายได้จากดอกเบี้ย ซึ่งจะมีจำนวนคงที่และอีกส่วนมาจากกำไรหรือขาดทุนจากการขายพันธบัตร (Capital Gain Or Capital loss) ที่จะเกิดขึ้น ราคาของพันธบัตรจะแปรผันไปในทิศทางตรงกันข้ามกับการลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยก็สามารถที่จะถูกนำมาใช้วัดถึงของ Capital Gain หรือ Capital Lossที่จะเกิดขึ้นจากการถือพันธบัตรนั้นด้วยและการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยที่คาดคะเนจะถูกนำมาใช้ในการตัดสินใจลงทุนของบุคคลด้วย</span></p>
<p><span style="font-size:14pt;font-family:&quot;">                อัตราผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินที่คาดว่าจะได้รับจากการถือเงิน (im) การถือเงินจะให้ผลตอบแทนในรูปที่เป็นตัวเงินหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับรูปแบบหรือชนิดของเงินที่ถือว่าอยู่ในรูปแบบใดถ้าถือในรูปเงินสดก็จะไม่มีผลตอบแทนในรูปที่เป็นตัวเงินแก่ผู้ถือ ในขณะที่เงินฝากประจำให้ผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินแก่ผู้ถือและให้ทางตรงกันข้ามการถือเงินฝากระแสรายวันที่ผู้ถือต้องเสียค่าธรรมเนียมให้กับธนาคาร (Bank Charges) ตามที่กำหนด ซึ่งมีลักษณะของผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินมีค่าเป็นลบ (Negative return)</span></p>
<p class="MsoNoSpacing" style="text-align:left;margin:0;">                อัตราผลตอบแทนที่ได้รับจากการถือหุ้น (ie) การถือหุ้น (Equity) ก็ให้อัตราผลตอบแทนในลักษณะเดียวกันกับความมั่นคั่งในรูปของพันธบัตร คือ ผลตอบแทนในรูปของตัวเงินแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกมาจากเงินปันผลซึ่งได้รับมากหรือน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับกำไรที่เกิดขึ้นของกิจการที่เป็นผู้ออกหุ้น ส่วนที่ 2 เกิดจาการเปลี่ยนแปลงของ capital Value ของหุ้นในระยะเวลาที่ถือหุ้นนั้นอยู่</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="text-align:left;margin:0;"> </p>
<p class="MsoNoSpacing" style="text-align:left;margin:0;">                อัตราการเปลี่ยนแปลงของระดับราคาโดยทั่วไปหรืออัตราเงินเฟ้อ อัตราการเปลี่ยนแปลงของระดับราคาโดยทั่วไป จะมีผลทำให้มูลค่าของปริมาณเงินที่บุคคลถืออยู่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีทิศทางความสัมพันธ์กันในทางตรงกันข้ามถ้าอัตราการเปลี่ยนแปลงของระดับราคาโดยทั่วไปสูงขึ้น มูลค่าที่แท้จริงของปริมาณเงินจะลดลงแต่ถ้าอัตราการเปลี่ยนแปลงของระดับราคาโดยทั่วไปลดลงก็จะทำให้มูลค่าที่แท้จริงของปริมาณเงินเพิ่มขึ้นด้วย</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="text-align:left;margin:0;"> </p>
<p class="MsoNoSpacing" style="text-align:left;margin:0;">                 รสนิยมและความพอใจ (u) เป็นตัวแปรที่แสดงอรรถประโยชน์ (utility) ที่บุคคลได้รับจากการบริการที่มาจากการถือเงินและบริการที่มาจากการถือสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="text-align:left;margin:0;">                  การนำเอาทฤษฎีมาเป็นพื้นฐานที่ใช้วิเคราะห์ในการศึกษานี้จะอธิบายถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของปริมาณเงินที่มีต่อราคาหลักทรัพย์และมูลค่าการซื้อขายทั้งทางตรงและทางอ้อม ตามแนว ความคิดของทฤษฎีปริมาณเงินสมัยใหม่ดังนี้</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="text-align:left;margin:0;"> </p>
<p class="MsoNoSpacing" style="text-align:left;margin:0;">                1. ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงปริมาณเงินต่อราคาหลักทรัพย์และมูลค่าการซื้อขาย โดยที่ถ้าปริมาณเงินสูงขึ้นจะมีผลทำให้ปริมาณเงินที่แท้จริงที่บุคคลถืออยู่มีมากขึ้นเกินกว่าความต้องการถือเงินที่แท้จริงของบุคคลดังนั้นเพื่อรักษาดุลยภาพของปริมาณเงินที่แท้จริง บุคลต่างๆเหล่านี้ก็จะปรับตัวเพื่อให้ปริมาณเงินมีพอดีกับที่ต้องการถือ โดยนำปริมาณเงินส่วนเกินไปซื้อหลักทรัพย์ทำให้อุปสงค์ (Demand๗ในหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น มูลค่าการซื้อขายจะเพิ่มขึ้นและในทางตรงกันข้ามถ้าปริมาณเงินลดลงปริมาณเงินที่แท้จริงที่บุคคลถืออยู่จะลดลง บุคคลจะรักษาดุลยภาพปริมาณเงินไว้โดยการเปลี่ยนความมั่งคั่งในรูปหลักทรัพย์ให้มาอยู่ในรูปของเงินสดทำให้มูลค่าของปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ลดลง</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="text-align:left;margin:0;"> </p>
<p class="MsoNoSpacing" style="text-align:left;margin:0;">                 2. ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงในอัตราดอกเบี้ยนักเศรษฐศาสตร์การเงินมีความเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงของปริมาณเงินจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในทิศทางตรงข้าม โดยที่เมื่อปริมาณเงินลดลงจะทำให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นซึ่งหมายความว่า หากบุคคลถือทรัพย์ในรูปเงินโดยการฝากกับธนาคารแล้วก็จะได้รับผลตอบแทนในรูปของอัตราดอกเบี้ย แต่หากบุคคลถือสินทรัพย์ในรูปอื่นแทนเงินสดก็จะเกิดต้นทุนค่าเสียโอกาสเท่ากับอัตราดอกเบี้ยในขณะนั้น บุคคลทั่วไปจึงถือเงินสดในขณะดอกเบี้ยสูงขึ้น ความต้องการถือหลักทรัพย์ลดลงทำให้ราคาหลักทรัพย์และมูลค่าการซื้อขายลดลงด้วย ถ้าหากปริมาณเงินเพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยจะลดลง ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับจากการถือเงินจะลดลง บุคคลจะเลือกถือสินทรัพย์ในรูปของหลักทรัพย์แทน ทำให้ความต้องการถือหลักทรัพย์สูงขึ้น มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์สูงขึ้น   </p>
Posted in Theory of invesment  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/salamanderr.wordpress.com/296/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/salamanderr.wordpress.com/296/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/salamanderr.wordpress.com/296/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/salamanderr.wordpress.com/296/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/salamanderr.wordpress.com/296/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/salamanderr.wordpress.com/296/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/salamanderr.wordpress.com/296/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/salamanderr.wordpress.com/296/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/salamanderr.wordpress.com/296/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/salamanderr.wordpress.com/296/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=296&subd=salamanderr&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://salamanderr.wordpress.com/2009/03/13/%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99-the-modern-quantity-theory-of-money/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3c086ae747e341c0471282e36dcb1d21?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ปราย</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>อุปสงค์ อุปทาน และราคาดุลยภาพของราคาหลักทรัพย์</title>
		<link>http://salamanderr.wordpress.com/2008/12/17/%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c-%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b8/</link>
		<comments>http://salamanderr.wordpress.com/2008/12/17/%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c-%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b8/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 17 Dec 2008 07:38:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ปราย</dc:creator>
				<category><![CDATA[Theory of invesment]]></category>
		<category><![CDATA[อุปสงค์ อุปทาน และร]]></category>
		<category><![CDATA[Demand and supply of stock]]></category>
		<category><![CDATA[Equimlibium point]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://salamanderr.wordpress.com/?p=285</guid>
		<description><![CDATA[อุปสงค์ของหลักทรัพย์
              อุปสงค์ของหลักทรัพย์เหมือนทฤษฏีอุปสงค์อ้างอิงของสินค้าโดยทั่วไปคือ อุปสงค์สินค้าใดๆจะเกิดขึ้นจากการที่บุคคลหนึ่งเห็นว่าสินค้านั้นๆ ให้อรรถประโยชน์ (utility) แก่ตนและถ้าบุคคลนั้นได้รับสินค้าชนิดหนึ่งมากขึ้น อรรถประโยชน์ของสินค้านั้นๆก็จะน้อยลง ซึ่งสินค้าที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้นคือหลักทรัพย์และหลักทรัพย์แต่ละชนิดที่มีอยู่ในตลาดหลักทรัพย์นั้นจะมีผู้ซื้อและผู้ขายเป็นจำนวนมาก ผู้ซื้อและผู้ชายทำการซื้อขายโดยวิธีการและการตัดสินใจที่แตกต่างกันแต่จะมีแรงผลักดันที่ทำให้เกิดราคานั้นจะคล้ายคลึงกับตลาดสินค้าชนิดอื่นซึ่งจากแนวความคิดของทฤษฎีอุปสงค์ดังกล่าวทำให้ได้ลักษณะความสัมพันธ์ของราคาหลักทรัพย์กับปริมาณอุปสงค์ของหลักทรัพย์นั้นเป็นไปในทางตรงข้ามและเมื่อนำอุปสงค์สำหรับหลักทรัพย์นั้นๆในตลาดมารวมกันทั้งหมดได้เป็นอุปสงค์รวมสำหรับหลักทรัพย์นั้นๆซึ่งลักษณะของเส้นอุปสงค์รวมของหลักทรัพย์มีลักษณะลาดลงจากซ้ายไปขวา

                  ดังที่จะแสดงในภาพซึ่งจะเห็นว่า ณ ระดับราคาหลักทรัพย์ที่ต่ำคือ OA’จะมีปริมาณอุปสงค์เท่ากับ OB’ หน่วยซึ่งมากกว่า ณ ระดับราคาหลักทรัพย์ที่สูงคือ OA ที่มีปริมาณอุปสงค์เพียง OB หน่วยเท่านั้น
                 อุปสงค์ของหลักทรัพย์ เกิดจากความคาดหวังในด้านดี ว่า ราคาจะต้องขึ้นไปมากกว่านี้ หรือ จะได้อัตราปันผลที่มากกว่านี้ จึงทำให้เกิดความต้องการถือครองหุ้นเพื่อเก็งกำไร 
อุปทานของหลักทรัพย์
             ทฤษฎีอุปทานของหลักทรัพย์เหมือนกับทฤษฎีอุปทานของสินค้าโดยทั่วไป กล่าวคือ อุปทานเป็นความต้องการขายสินค้าในขณะใดขณะหนึ่งโดยอ้างอิงขึ้นอยู่กับราคาสินค้าชนิดนั้นในระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง และกำหนดให้ปัจจัยที่มากระทบกระเทือนปริมาณขายอื่นๆคงที่ซึ่งลักษณะความสัมพันธ์ของอุปทานของสินค้าโดยทั่วไปมีทิศทางเดียวกับราคาสินค้าชนิดนั้นๆในทำนองเดียวกันลักษณะความสัมพันธ์ของอุปทานของหลักทรัพย์กับราคา หลักทรัพย์นั้นๆ จะเป็นเช่นเดียวกันคือ มีลักษณะหลักทรัพย์นั้นๆจะเป็นเช่นเดียวกันคือ มีลักษณะชันขึ้นจากซ้อยไปขวาดังภาพ ทั้งนี้เนื่องจากอุปสงค์และอุปทานของหลัก ทรัพย์ใดๆ ได้จากคำสั่งซื้อ และ คำสั่งขายของลูกค้าทั้งหมดในตลาดที่มีต่อหลักทรัพย์ ซึ่งลูกค้าแต่ละคนต่างก็มีคำสังซื้อและคำสั่งขายที่แตกต่างกัน จึงทำให้เส้น อุปสงค์ อุทานของหลักทรัพย์มีลักษณะดังกล่าว
 

               เส้น SS หมายถึงอุปทานรวมของหลักทรัพย์ ณ ระดับราคา OA มีผู้ที่เสนอขายหลักทรัพย์เพียง OB หน่วยแต่เมื่อระดับราคาเพิ่มสูงขี้นเป็น [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=285&subd=salamanderr&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p style="text-align:center;"><strong>อุปสงค์ของหลักทรัพย์</strong></p>
<p>              อุปสงค์ของหลักทรัพย์เหมือนทฤษฏีอุปสงค์อ้างอิงของสินค้าโดยทั่วไปคือ อุปสงค์สินค้าใดๆจะเกิดขึ้นจากการที่บุคคลหนึ่งเห็นว่าสินค้านั้นๆ ให้อรรถประโยชน์ (utility) แก่ตนและถ้าบุคคลนั้นได้รับสินค้าชนิดหนึ่งมากขึ้น อรรถประโยชน์ของสินค้านั้นๆก็จะน้อยลง ซึ่งสินค้าที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้นคือหลักทรัพย์และหลักทรัพย์แต่ละชนิดที่มีอยู่ในตลาดหลักทรัพย์นั้นจะมีผู้ซื้อและผู้ขายเป็นจำนวนมาก ผู้ซื้อและผู้ชายทำการซื้อขายโดยวิธีการและการตัดสินใจที่แตกต่างกันแต่จะมีแรงผลักดันที่ทำให้เกิดราคานั้นจะคล้ายคลึงกับตลาดสินค้าชนิดอื่นซึ่งจากแนวความคิดของทฤษฎีอุปสงค์ดังกล่าวทำให้ได้ลักษณะความสัมพันธ์ของราคาหลักทรัพย์กับปริมาณอุปสงค์ของหลักทรัพย์นั้นเป็นไปในทางตรงข้ามและเมื่อนำอุปสงค์สำหรับหลักทรัพย์นั้นๆในตลาดมารวมกันทั้งหมดได้เป็นอุปสงค์รวมสำหรับหลักทรัพย์นั้นๆซึ่งลักษณะของเส้นอุปสงค์รวมของหลักทรัพย์มีลักษณะลาดลงจากซ้ายไปขวา</p>
<p style="text-align:center;"><img class="size-full wp-image-286    aligncenter" title="deman" src="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/12/deman.gif?w=406&#038;h=332" alt="deman" width="406" height="332" /></p>
<p>                  ดังที่จะแสดงในภาพซึ่งจะเห็นว่า ณ ระดับราคาหลักทรัพย์ที่ต่ำคือ OA’จะมีปริมาณอุปสงค์เท่ากับ OB’ หน่วยซึ่งมากกว่า ณ ระดับราคาหลักทรัพย์ที่สูงคือ OA ที่มีปริมาณอุปสงค์เพียง OB หน่วยเท่านั้น</p>
<p>              <span style="color:#ff0000;"><strong>   อุปสงค์ของหลักทรัพย์ เกิดจากความคาดหวังในด้านดี ว่า ราคาจะต้องขึ้นไปมากกว่านี้ หรือ จะได้อัตราปันผลที่มากกว่านี้ จึงทำให้เกิดความต้องการถือครองหุ้นเพื่อเก็งกำไร </strong></span></p>
<p><strong>อุปทานของหลักทรัพย์</strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:18pt;font-family:&quot;" lang="TH">             ทฤษฎีอุปทานของหลักทรัพย์เหมือนกับทฤษฎีอุปทานของสินค้าโดยทั่วไป กล่าวคือ อุปทานเป็นความต้องการขายสินค้าในขณะใดขณะหนึ่งโดยอ้างอิงขึ้นอยู่กับราคาสินค้าชนิดนั้นในระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง และกำหนดให้ปัจจัยที่มากระทบกระเทือนปริมาณขายอื่นๆคงที่ซึ่งลักษณะความสัมพันธ์ของอุปทานของสินค้าโดยทั่วไปมีทิศทางเดียวกับราคาสินค้าชนิดนั้นๆในทำนองเดียวกันลักษณะความสัมพันธ์ของอุปทานของหลักทรัพย์กับราคา </span><span style="font-size:18pt;font-family:&quot;" lang="TH">หลักทรัพย์นั้นๆ จะเป็นเช่นเดียวกันคือ มีลักษณะหลักทรัพย์นั้นๆจะเป็นเช่นเดียวกันคือ มีลักษณะชันขึ้นจากซ้อยไปขวาดังภาพ ทั้งนี้เนื่องจากอุปสงค์และอุปทานของหลัก ทรัพย์ใดๆ ได้จากคำสั่งซื้อ และ คำสั่งขายของลูกค้าทั้งหมดในตลาดที่มีต่อหลักทรัพย์ ซึ่งลูกค้าแต่ละคนต่างก็มีคำสังซื้อและคำสั่งขายที่แตกต่างกัน จึงทำให้เส้น อุปสงค์ อุทานของหลักทรัพย์มีลักษณะดังกล่าว</span></p>
<p style="text-align:center;"> </p>
<p style="text-align:center;"><img class="size-full wp-image-287    aligncenter" title="supply" src="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/12/supply.gif?w=456&#038;h=326" alt="supply" width="456" height="326" /></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:18pt;font-family:&quot;" lang="TH">               เส้น </span><span style="font-size:18pt;font-family:&quot;">SS<span lang="TH"> หมายถึงอุปทานรวมของหลักทรัพย์ ณ ระดับราคา </span>OA<span lang="TH"> มีผู้ที่เสนอขายหลักทรัพย์เพียง </span>OB<span lang="TH"> หน่วยแต่เมื่อระดับราคาเพิ่มสูงขี้นเป็น </span>OA’<span lang="TH">จะมีผู้เสนอขายหลักทรัพย์ถึง </span>OB’<span lang="TH"> หน่วย</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"> <span style="color:#ff0000;"><strong>             อุปทานของหลักทรัพย์ เกิดจากความคาดหวังในด้านร้าย ว่า ราคาจะต้องตกลงไปมากกว่านี้ หรือ จะได้อัตราปันผลที่น้อย จึงทำให้เกิดความไม่ต้องการถือครองหุ้น </strong></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:18pt;font-family:&quot;"><span lang="TH"><span style="font-size:18pt;font-family:&quot;" lang="TH">                 ทฤษฎีอุปสงค์และอุปทานของหลักทรัพย์จะเป็นตัวกำหนดราคาของหลักทรัพย์ โดยราคาจะเกิดขั้น  จุดตัดกันของเส้นอุปสงค์ และอุปทานของหลักทรัพย์นั้นและราคานี้เป็นราคาที่เหมาะสมที่สุดที่เกิดขึ้นจากการซื้อขายหลักทรัพย์กันในช่วยระยะเวลานั้น ณ จุดนี้จะแสดงถึงปริมาณอุปสงค์ </span><span style="font-size:18pt;font-family:&quot;">(<span lang="TH">เสนอซื้อ</span>)<span lang="TH"> เท่ากับปริมาณอุปทาน </span>(<span lang="TH">เสนอขาย</span>)<span lang="TH"> </span></span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:center;margin:0;"><span style="font-size:18pt;font-family:&quot;"><span lang="TH"><span style="font-size:18pt;font-family:&quot;"><span lang="TH"><img class="size-full wp-image-288  aligncenter" title="equi" src="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/12/equi.gif?w=424&#038;h=302" alt="equi" width="424" height="302" /></span></span></span></span></p>
<p><span style="font-size:18pt;font-family:&quot;"><span lang="TH"></span></span><span style="font-size:18pt;font-family:&quot;" lang="TH">        <span style="font-size:16pt;font-family:&quot;" lang="TH">การเปลี่ยนแปลงราคาหลักทรัพย์ อันเนื่องมาจากอุปสงค์ของหลักทรัพยที่เปลี่ยนแปลงไป</span>   </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:18pt;font-family:&quot;" lang="TH">              จากภาพ ราคาดุลยภาพของหลักทรัพย์เท่ากับ </span><span style="font-size:18pt;font-family:&quot;">OA<span lang="TH"> ส่วนปริมาณการซื้อขายเท่ากับ </span>OB <span lang="TH">และจะเห็นได้ว่า ณ ระดับราคาหลักทรัพย์เท่ากับ </span>OA”<span lang="TH"> ส่วนปริมาณการซื้อขายเท่ากับ </span>OB<span lang="TH"> และจะเห็นได้ว่า ณ ระดับราคาหลักทรัพย์ เท่ากับ </span>OA”<span lang="TH"> มีการเสนอขายมากกว่าการเสนอซื้อหลักทรัพย์ก่อให้เกิดอุปทานส่วนเกินในหลักทรัพย์นั้นและในทางตรงกันข้าม ณ ระดับราคาหลักทรัพย </span>OA’<span lang="TH"> มีการเสนอขายน้อยกว่าการเสนอซื้อก่อให้ เกิดการขาดอุปทานหรือ เกิดอุปสงค์ส่วนเกินในหลักทรัพย์นั้น ดังนั้น ณ ระดับราคาหลัก ทรัพย์ </span>OA”<span lang="TH"> และ </span>OA’<span lang="TH"> จะไม่เกิดการสมดุลกันระหว่างจำนวนที่เสนอซื้อและจำนวนที่เสนอขายหลักทรัพย์ทำให้ระดับราคาหลักทรัพย์มีการปรับตัวไปเรื่อยๆเพื่อลดอุปทานส่วนเกิน หรืออุปทานส่วนขาดจนในที่สุดราคาหลักทรัพย์ก็จะผลักดันให้กลับสู่ความสม ดุลอีกครั้งหนึ่งคือจุดดุลยภาพ เท่ากับ </span>OA</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;">             <span style="color:#ff0000;"><strong>      ราคาดุลยภาพเกิดจาก ความความคาดหวังที่ไม่เหมือนกันในขณะใดขณะหนึ่ง ของผู้ที่ต้องการถือครองหุ้นและไม่ต้องการถือครองหุ้น ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องคิดเหมือนกันทั้งหมด กล่าวคือ มีผู้ที่คาดหวังในด้านดีและในด้านร้ายในเวลาเดียวกัน</strong></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;">               <span style="font-size:18pt;font-family:&quot;"><span lang="TH">ราคาหลักทรัพย์มีการเปลี่ยนแปลงไปจากราคาดุลยภาพเดิมเมื่ออุปสงค์</span> (<span lang="TH">เสนอซื้อ</span>) <span lang="TH">และอุปทาน </span>(<span lang="TH">เสนอขาย</span>)<span lang="TH"> ของกลักทรัพย์มีการเปลี่ยนแปลงไปซึ่งการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์และอุปทานของหลักทรัพย์นั้นจะเกิดจากปัจจัยต่างๆที่กำหนดอุปสงค์และอุปทานของหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่ปัจจัยต่างๆเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงไปจนทำให้ปริมาณการซื้อและปริมาณการขายหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงตามไปด้วยทุกระดับราคาหลักทรัพย์เดิมแล้ว ก็จะทำให้ราคาดุลยภาพของหลักทรัพย์เปลี่ยน แปลงตามไปด้วยดังที่จะเห็นได้จากภาพ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของหลัก ทรัพย์เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เพิ่มขึ้น คือ เป็นเส้น </span>D’ D’<span lang="TH"> และจะได้ราคาดุลยภาพ ของหลักทรัพย์ใหม่ที่เพิ่มขึ้นจากราคาเดิม คือเส้น </span>OP <span lang="TH">เป็นเส้น </span>OP’<span lang="TH"> และปริมาณการซื้อขายดุลยภาพจะเพิ่มขึ้นจากเดิม คือ จากเส้น </span>OQ <span lang="TH">เป็น </span>OQ’</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:center;margin:0;"> <img class="size-full wp-image-289    aligncenter" title="new-equi" src="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/12/new-equi.gif?w=488&#038;h=226" alt="new-equi" width="488" height="226" /></p>
<p style="text-align:center;"> </p>
<p><span style="font-size:18pt;font-family:&quot;" lang="TH">            <span style="font-size:18pt;font-family:&quot;" lang="TH">ในการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์ อันเนื่องมาจากอุปทานของหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงไป ดังที่จะเห็นได้จากภาพ แต่เดิมราคาดุลยภาพของหลักทรัพย์อยู่ที่ </span><span style="font-size:18pt;font-family:&quot;">OP<span lang="TH"> ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์เท่ากับ </span>OQ <span lang="TH">หน่วย แต่เมื่อมีปัจจัยต่างๆมากระทบในอุปทานของหลักทรัพย์เปลี่ยนไปในทางเพิ่มขึ้นจะส่งผลให้เส้นอุปทานของหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงจากเดิมคือ </span>S’ S’<span lang="TH"> และระดับราคาดุลยภาพใหม่ก็จะถูกผลักดันให้ลดลงจากเดิมคือ </span>OP<span lang="TH"> เป็นเส้น </span>OP’<span lang="TH"> และปริมาณการซื้อขาบดุลยภาพจะพเพิ่มขึ้นจากเดิม </span>OQ <span lang="TH">เป็น </span>OQ’</span></span><span style="font-size:18pt;font-family:&quot;"><img class="size-full wp-image-290    aligncenter" title="equi-new2" src="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/12/equi-new2.gif?w=495&#038;h=269" alt="equi-new2" width="495" height="269" /></span></p>
<p style="text-align:center;"> </p>
<p> </p>
<div></div>
<p><span style="font-size:16pt;font-family:&quot;" lang="TH"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:18pt;font-family:&quot;" lang="TH">             สำหรับในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปัจจัยที่จะเข้ามากระทบกระเทือนทำให้ราคาหลักทรัพย์ เปลี่ยนแปลงไปนั้น โดยปกติแล้วจะเกิดจากปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านอุปสงค์ของหลักทรัพย์มากกว่าปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านอุปทานของหลักทรัพย์ทังนี้เนื่องจากการตัดสินใจลงทุนหลักทรัพย์ของผู้ลงทุนนั้น ผู้ลงทุนจะสนใจเฉพาะแต่เพียงว่ามีหลักทรัพย์ใดบ้างที่ ผู้ลงทุนต้องการซื้อไว้ในครอบครอง ณ ราคาใดราคาหนึ่งมากกว่าที่จะสนใจว่า ณ ราคาที่ผู้ลงทุนต้องการซื้อหลักทรัพย์นั้นจะมีตำนวนหลักทรัพย์เท่าใดที่นำมาเสนอขายซึ่งการที่ผู้ลงทุนสนใจแต่เฉพาะความต้องการถือหลักทรัพย์ไว้ในครอบครองนี้ทำให้สามารถหาเส้นอุปสงค์หรือ อุปทานของหลักทรัพย์นั้นๆ ขึ้นมาได้ทั้งนี้ เพราะความต้องการถือหลักทรัพย์มีความสัมพันธอย่างมากกับอุปสงค์ กล่าวคือ เมื่อผู้ลงทุนมีความต้องการถือหลักทรัพย์หนึ่งไว้มากกว่าหลักทรัพย์อื่นทำมห้มีความต้องการซื้อและก่อให้เกิดอุปสงค์ </span><span style="font-size:18pt;font-family:&quot;">(demand to buy) <span lang="TH">ในหลักทรัพย์นั้นและในทางตรงข้ามหากผู้ลงทุนมีความต้องการถือหลักทรัพย์นั้นน้อยลงกว่าเดิมก็ย่อมจะมีความต้องการขาย หรือ มีอุปทาน </span>(Supply to<span lang="TH"> </span>sell )<span lang="TH">ในหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น</span></span></p>
<p> </p>
<p> </p>
<p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:center;margin:0;" align="center"> </p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:20pt;font-family:&quot;" lang="TH">            </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"> </p>
Posted in Theory of invesment  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/salamanderr.wordpress.com/285/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/salamanderr.wordpress.com/285/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/salamanderr.wordpress.com/285/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/salamanderr.wordpress.com/285/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/salamanderr.wordpress.com/285/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/salamanderr.wordpress.com/285/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/salamanderr.wordpress.com/285/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/salamanderr.wordpress.com/285/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/salamanderr.wordpress.com/285/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/salamanderr.wordpress.com/285/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=285&subd=salamanderr&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://salamanderr.wordpress.com/2008/12/17/%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c-%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b8/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3c086ae747e341c0471282e36dcb1d21?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ปราย</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/12/deman.gif" medium="image">
			<media:title type="html">deman</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/12/supply.gif" medium="image">
			<media:title type="html">supply</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/12/equi.gif" medium="image">
			<media:title type="html">equi</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/12/new-equi.gif" medium="image">
			<media:title type="html">new-equi</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/12/equi-new2.gif" medium="image">
			<media:title type="html">equi-new2</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ทฤษฎีประสิทธภาพตลาด</title>
		<link>http://salamanderr.wordpress.com/2008/12/16/%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://salamanderr.wordpress.com/2008/12/16/%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 16 Dec 2008 07:05:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ปราย</dc:creator>
				<category><![CDATA[Theory of invesment]]></category>
		<category><![CDATA[ประสิทธภาพตลาด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://salamanderr.wordpress.com/?p=283</guid>
		<description><![CDATA[                การวิเคราะห์ตามทฤษฎีตลาดที่มีประสิทธภาพ (efficient market hypothesis) หรือ EMH เป็นตลาดแข่งขันสมบรูณ์ ซึ่งเชื่อว่ามูลค่าที่ควรเป็นของหุ้นเท่ากับราคาตลาดเสมอ แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น ณ เวลาใดเวลาหนึ่งจะเป็นข้อมูลสะท้อนข่าวสารอย่างสมบรูณ์ หากการตัดสินใจซื้อขายหุ้นของนักลงทุนในตลาดตั้งอยู่บนพื้นฐานของการคาดคะเน ด้วยเหตุผล (rational expectations) ราคาหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้นหรือลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อมีข้อมูลข่าวสารใหม่ๆเข้ามา ดังนั้นจึงไม่มีใครสามารถทำกำไรเกินปกติได้ ผลกำไรที่นักลงทุนได้รับจะเป็นกำไรในระดับปกติ (Normal Profit) สามารถกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่าการเปลี่ยนแปลง ในราคาหุ้นจะสอดคล้องกับข่าวสารข้อมูลการเปลี่ยนแปลงในปัจจัยพื้นฐานของบริษัท เรียกตลาดทุนลักษณะนี้ว่า ตลาดที่มีประสิทธิภาพในการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสาร หรือ ตลาดที่นักลงทุนใช้คาดการณ์ในตัวแปรที่มีผลกระทบต่อราคาหุ้นแบบคาดคะเน 
              ในระบบการแข่งขันเสรีราคาจะเป็นตัวผลักดันให้จัดสรรทรัพยากรไปยังส่วนต่างๆของระบบเศรษฐกิจได้อย่างถูกต้อง ถ้าตลาดหลักทรัพย์ทำหน้าที่ในการจัดสรรเงินลงทุนได้อย่างเหมาะสม ราคาหุ้นก็จะสะท้อนถึงมูลค่าที่แท้จริงตามปัจจัยพื้นฐาน (intrinsic value) ของแต่ละบริษัทซึ่งในโลกของความเป็นจริงแล้วตลาดประเภทนี้มีน้อยมากดังนั้น ทฤษฎีตลาดประสิทธิภาพจึงตั้งบนสมมุติฐานดังนี้
               1.จำนวนผู้ซื้อและผู้ขายมีมากรายจนกระทั่งไม่มีบุคลใดมีอำนาจในการกำหนดราคาหุ้นได้และราคาที่เกิดขึ้นจะเป็นราคาที่มีแนวโน้มเข้าสู่ดุลยภาพ
               2.ผู้ลงทุนแต่ละคนมีพื้นฐานในการประเมินมูลค่าหุ้นเหมือนกัน (homogeneous expectation) ซึ่งกำหนดขึ้นจากความน่าจะเป็น (probability distribution) ของอัตราผลตอบแทน
               3.ผู้ซื้อและผู้ขายในตลาดหลักทรัพย์มีความเกี่ยวข้องกับราคาและข่าวสารต่างๆของหุ้นอย่างสมบรูณ์ (perfect knowledge)
               4.ผู้ลงทุนทุกคนเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ที่ก่อให้เกิดอรรถประโยชน์สูงสุด ณ ระดับราคาความเสี่ยงหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด
                ตามทฤษฎีตลาดที่มีประสิทธิภาพนั้นถือว่าการเปลี่ยนแปลงของราคาจะเป็นอิสระต่อกันไม่มีความสัมพันธ์กันและเชื่อว่าราคา การค้นคว้า และการวิเคราะห์ข่าวสารที่เปิดเผยต่อสารธารณะชน แม้กระทั้งข้อมูลที่เป็นความลับหรือรู้กันเพียงคนในวงจำกัด ราคาที่เกิดขึ้นจึงเป็นราคาที่มีแนวโน้มเข้าสู่ดุลยภาพ (equilibrium price) ซึ่งในตลาดที่มีประสิทธิภาพนั้นราคาดุลยภาพคือมูลค่าที่แท้จริง (intrinsic [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=283&subd=salamanderr&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>                การวิเคราะห์ตามทฤษฎีตลาดที่มีประสิทธภาพ (efficient market hypothesis) หรือ EMH เป็นตลาดแข่งขันสมบรูณ์ ซึ่งเชื่อว่ามูลค่าที่ควรเป็นของหุ้นเท่ากับราคาตลาดเสมอ แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น ณ เวลาใดเวลาหนึ่งจะเป็นข้อมูลสะท้อนข่าวสารอย่างสมบรูณ์ หากการตัดสินใจซื้อขายหุ้นของนักลงทุนในตลาดตั้งอยู่บนพื้นฐานของการคาดคะเน ด้วยเหตุผล (rational expectations) ราคาหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้นหรือลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อมีข้อมูลข่าวสารใหม่ๆเข้ามา ดังนั้นจึงไม่มีใครสามารถทำกำไรเกินปกติได้ ผลกำไรที่นักลงทุนได้รับจะเป็นกำไรในระดับปกติ (Normal Profit) สามารถกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่าการเปลี่ยนแปลง ในราคาหุ้นจะสอดคล้องกับข่าวสารข้อมูลการเปลี่ยนแปลงในปัจจัยพื้นฐานของบริษัท เรียกตลาดทุนลักษณะนี้ว่า ตลาดที่มีประสิทธิภาพในการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสาร หรือ ตลาดที่นักลงทุนใช้คาดการณ์ในตัวแปรที่มีผลกระทบต่อราคาหุ้นแบบคาดคะเน </p>
<p>              ในระบบการแข่งขันเสรีราคาจะเป็นตัวผลักดันให้จัดสรรทรัพยากรไปยังส่วนต่างๆของระบบเศรษฐกิจได้อย่างถูกต้อง ถ้าตลาดหลักทรัพย์ทำหน้าที่ในการจัดสรรเงินลงทุนได้อย่างเหมาะสม ราคาหุ้นก็จะสะท้อนถึงมูลค่าที่แท้จริงตามปัจจัยพื้นฐาน (intrinsic value) ของแต่ละบริษัทซึ่งในโลกของความเป็นจริงแล้วตลาดประเภทนี้มีน้อยมากดังนั้น ทฤษฎีตลาดประสิทธิภาพจึงตั้งบนสมมุติฐานดังนี้<br />
               1.จำนวนผู้ซื้อและผู้ขายมีมากรายจนกระทั่งไม่มีบุคลใดมีอำนาจในการกำหนดราคาหุ้นได้และราคาที่เกิดขึ้นจะเป็นราคาที่มีแนวโน้มเข้าสู่ดุลยภาพ<br />
               2.ผู้ลงทุนแต่ละคนมีพื้นฐานในการประเมินมูลค่าหุ้นเหมือนกัน (homogeneous expectation) ซึ่งกำหนดขึ้นจากความน่าจะเป็น (probability distribution) ของอัตราผลตอบแทน<br />
               3.ผู้ซื้อและผู้ขายในตลาดหลักทรัพย์มีความเกี่ยวข้องกับราคาและข่าวสารต่างๆของหุ้นอย่างสมบรูณ์ (perfect knowledge)<br />
               4.ผู้ลงทุนทุกคนเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ที่ก่อให้เกิดอรรถประโยชน์สูงสุด ณ ระดับราคาความเสี่ยงหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด</p>
<p>                ตามทฤษฎีตลาดที่มีประสิทธิภาพนั้นถือว่าการเปลี่ยนแปลงของราคาจะเป็นอิสระต่อกันไม่มีความสัมพันธ์กันและเชื่อว่าราคา การค้นคว้า และการวิเคราะห์ข่าวสารที่เปิดเผยต่อสารธารณะชน แม้กระทั้งข้อมูลที่เป็นความลับหรือรู้กันเพียงคนในวงจำกัด ราคาที่เกิดขึ้นจึงเป็นราคาที่มีแนวโน้มเข้าสู่ดุลยภาพ (equilibrium price) ซึ่งในตลาดที่มีประสิทธิภาพนั้นราคาดุลยภาพคือมูลค่าที่แท้จริง (intrinsic value)<br />
                   เมื่อตลาดที่มีประสิทธิภาพตามสมมุติฐานที่กล่าวก็ตาม แต่ในทางปฎิบัติตลาดเหล่านั้นก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพเท่าเทียมกันในทุกตลาด ซึ่งสามารถจำแนกความมีประสิทธิภาพของตลาด จากพฤติกรรมข่าวสารข้อมูลได้เป็น 3 ระดับดังนี้</p>
<p>                    1. ตลาดหลักทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพต่ำ (the weakly efficient market) เป็นตลาดหลักทรัพย์ที่ราคามีการเคลื่อนไหวอย่างสุ่มและมีความยืดหยุ่นต่ำ เนื่องจากนักลงทุนสามารถศึกษาข้อมูลด้านราคาได้อย่างเท่าเทียมกันและข้อมูลด้านราคามีน้อยจึงไม่มีใครเอาเปรียบใครได้จากข้อมูลด้านราคา ทำให้การเปลี่ยนแปลงของราคาในอดีตเป็นไปโดยไม่อาจคาดคะเนได้ ราคาหุ้นในปัจจุบันจึงมีการเคลื่อนไหวแบบเชิงสุ่ม คือตลาดที่มี  ประสิทธิภาพในระดับต่ำนี้ถือว่าข้อมูลด้านราคาและปริมาณการ ซื้อขายหุ้นในอดีตไม่สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการคาดคะเนแนวโน้มราคาหุ้นในอนาคตได้ ซึ่งตลาด ประเภทนี้เน้นให้นักลงทุนซื้อขายหุ้นโดยวิธีที่เรียกว่า “buy and hold investment “หมาย ถึงการซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีราคาเท่าหรือต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของตลาดที่มีการคาดคะเนไว้และถือหุ้นนั้นไว้รอให้ราคาสูงขึ้น ถือเป็นการลงทุนระยะยาว ซึ่งนอกจากจะได้กำไรที่เรียกว่า กำไรจากการขายแล้วยังได้เงินปันผลอีกด้วย<br />
 การทดสอบความมีประสิทธภาพของตลาดในระดับนี้จึงเป็นการทดสอบว่าข้อมูลข่าว สารด้านราคาในอดีตสามารถที่จะใช้คาดคะเนราคาหุ้นในอนาคตได้หรือไม่โดยพิจารณาจากความคลาดเคลื่อนที่มีความสัมพันธ์กัน (serial correlation) หรือวัดการเปลี่ยนแปลงของราคาในลักษณะของช่วงวิ่ง (run test) </p>
<p>               <strong> 2.ตลาดหลักทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพระดับปานกลาง (semi-strong efficient market)</strong> เป็นตลาดหลักทรัพย์ที่ราคาเป็นตัวสะท้อนข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ต่อ สาธารณะชนทั่วไป ราคาดุลยภาพเปลี่ยนแปลงไป เมื่ออุปสงค์และอุปทานของหุ้นเปลี่ยนไปเมื่อใดรับข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ จนกระทั่งเกิดดุลยภาพใหม่ เช่น ถ้าบริษัทใดประกาศแตกหุ้น (slits par) ข่าวสารเหล่านี้จะมีการเผยแพร่ต่อสาธารณชนทั่วไปอย่างรวดเร็วโดยนักลงทุนจะประเมินมูลค่าของอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังไม่และราคาหุ้นก็จะปรับตัวทันทีในระหว่างที่มีข้อมูลข่าวสารใหม่นี้นักวิเคราะห์การลงทุนจะมีการประเมินมูลค่าหุ้นใหม่อยู่ตลอดเวลา ซึ่งการประเมินนี้ถือว่าเป็นการประเมินมูลค่าขั้นพื้นฐาน<br />
                 ตลาดหลักทรัพย์ที่มีความยืดหยุ่นปานกลางนี้จะมีการนำข้อมูลที่มีผลกระทบต่อราคาหุ้นมาคำนวณราคาพื้นฐานของหลักทรัพย์แต่ละตัวอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการทดสอบความมีประสิทธิภาพในระดับนี้เป็นการทดสอบเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารที่เปิดเผยต่อสาธารณะชนที่ออกมาใหม่ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวตอบสนองต่อข้อมูลข่าวสารที่เข้ามา</p>
<p>                <strong>3.ตลาดหลักทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพสูง (the strongly efficient market)</strong> จะมีความยืดหยุ่นมากซึ่งตลาดหลักทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพในระดับนี้ ราคาเป็นตัวสะท้อนข้อมูลข่าวสาร ใหม่ทุกชนิด ไม่เพียงแต่เป็นข้อมูลที่เผยแพร่ต่อสาธารณชนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงข้อมูลที่ไม่เปิด เผยอีกด้วย (inside information) หมายความว่า ไม่มีใครมีอำนาจผูกขาดในการใช้ข้อมูลภายใน (inside) เพื่อสร้างกำไรที่ปกติได้ ถึงแม้ว่าจะมีข้อมูลภาย ในก็ไม่สามารถนำมาใช้สร้างราคาได้ เพราะทุกคนรู้ข้อมูลภายในอย่างรวดเร็วเหมือนกัน</p>
Posted in Theory of invesment  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/salamanderr.wordpress.com/283/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/salamanderr.wordpress.com/283/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/salamanderr.wordpress.com/283/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/salamanderr.wordpress.com/283/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/salamanderr.wordpress.com/283/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/salamanderr.wordpress.com/283/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/salamanderr.wordpress.com/283/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/salamanderr.wordpress.com/283/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/salamanderr.wordpress.com/283/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/salamanderr.wordpress.com/283/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=283&subd=salamanderr&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://salamanderr.wordpress.com/2008/12/16/%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3c086ae747e341c0471282e36dcb1d21?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ปราย</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>การวัดค่าความเสี่ยง</title>
		<link>http://salamanderr.wordpress.com/2008/12/15/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://salamanderr.wordpress.com/2008/12/15/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 15 Dec 2008 13:53:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ปราย</dc:creator>
				<category><![CDATA[Theory of invesment]]></category>
		<category><![CDATA[การวัดค่าความเสี่ย]]></category>
		<category><![CDATA[risk indicator]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://salamanderr.wordpress.com/?p=281</guid>
		<description><![CDATA[            การวัดค่าความเสี่ยง สามารถทำได้ในทางสถิติได้หลายวิธีแต่ที่นิยมและใช้กันแพร่ หลายในทฤษฎีการลงทุนได้แก่  
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) 
                ลักษณะการกระจายตัวของอัตราผลตอบแทนที่อาจเป็นไปได้ โดยรวมระดับอัตราผลตอบแทนที่คาดค่าสถิตินี้จึงควรใช้เพื่อชี้ค่าของความเป็นไปได้ที่ผลตอบแทนที่เกิดจริงจากการลงทุนในหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ใดๆ จะเบี่ยงเบน หรือ แปรผันไปจากผลตอบแทนที่คาดหวัง
                1. ค่า standard deviation สูงหมายความว่าหลักทรัพย์นั้นหรือ portfolio นั้นมีความเสี่ยงสูง เพราะอัตราผลตอบแทนมีการกระจายตัวไกลจากอัตราที่คาดไปมากโอกาสที่จะเบี่ยงเบนไปจึงมีมากด้วย
                2. ค่า standard deviation ต่ำหมายความว่า หลักทรัพย์นั้น หรือ portfolio นั้นมีความเสี่ยงต่ำ
ค่าสัมประสิทธิเบต้า (beta coefficient)
               เป็นเครื่องชี้หรือค่าวัดความเสี่ยงที่เป็นระบบ ทั้งนี้ความเสี่ยงของหลักทรัพย์ประกอบด้วยความเสี่ยงที่เป็นระบบไม่สามารถขจัดได้จากการกระจายการลงทุน กับความเสี่ยงที่เป็นเฉพาะตัวที่ขจัดได้ในตลาดความเสี่ยงที่เป็นระบบนี้เท่านั้นที่สำคัญ
               1. ถ้าค่า beta coefficient  มีค่าสูงกว่า 1 หมายความว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนในหลักทรัพย์นั้นมีความเสี่ยงที่เป็นระบบสูงกว่าระดับความเสี่ยงของตลาดที่เป็นระดับอ้างอิง
               2. ถ้าค่า beta coefficient ต่ำกว่า1 หมายความว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนในหลักทรัพย์นั้นมีความเสี่ยงต่ำกว่า
Posted in Theory of invesment   [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=281&subd=salamanderr&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>            การวัดค่าความเสี่ยง สามารถทำได้ในทางสถิติได้หลายวิธีแต่ที่นิยมและใช้กันแพร่ หลายในทฤษฎีการลงทุนได้แก่  </p>
<p><strong>ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) </strong></p>
<p><strong>                </strong>ลักษณะการกระจายตัวของอัตราผลตอบแทนที่อาจเป็นไปได้ โดยรวมระดับอัตราผลตอบแทนที่คาดค่าสถิตินี้จึงควรใช้เพื่อชี้ค่าของความเป็นไปได้ที่ผลตอบแทนที่เกิดจริงจากการลงทุนในหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ใดๆ จะเบี่ยงเบน หรือ แปรผันไปจากผลตอบแทนที่คาดหวัง<br />
                1. ค่า standard deviation สูงหมายความว่าหลักทรัพย์นั้นหรือ portfolio นั้นมีความเสี่ยงสูง เพราะอัตราผลตอบแทนมีการกระจายตัวไกลจากอัตราที่คาดไปมากโอกาสที่จะเบี่ยงเบนไปจึงมีมากด้วย<br />
                2. ค่า standard deviation ต่ำหมายความว่า หลักทรัพย์นั้น หรือ portfolio นั้นมีความเสี่ยงต่ำ</p>
<p><strong>ค่าสัมประสิทธิเบต้า (beta coefficient)</strong></p>
<p>               เป็นเครื่องชี้หรือค่าวัดความเสี่ยงที่เป็นระบบ ทั้งนี้ความเสี่ยงของหลักทรัพย์ประกอบด้วยความเสี่ยงที่เป็นระบบไม่สามารถขจัดได้จากการกระจายการลงทุน กับความเสี่ยงที่เป็นเฉพาะตัวที่ขจัดได้ในตลาดความเสี่ยงที่เป็นระบบนี้เท่านั้นที่สำคัญ<br />
               1. ถ้าค่า beta coefficient  มีค่าสูงกว่า 1 หมายความว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนในหลักทรัพย์นั้นมีความเสี่ยงที่เป็นระบบสูงกว่าระดับความเสี่ยงของตลาดที่เป็นระดับอ้างอิง<br />
               2. ถ้าค่า beta coefficient ต่ำกว่า1 หมายความว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนในหลักทรัพย์นั้นมีความเสี่ยงต่ำกว่า</p>
Posted in Theory of invesment  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/salamanderr.wordpress.com/281/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/salamanderr.wordpress.com/281/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/salamanderr.wordpress.com/281/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/salamanderr.wordpress.com/281/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/salamanderr.wordpress.com/281/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/salamanderr.wordpress.com/281/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/salamanderr.wordpress.com/281/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/salamanderr.wordpress.com/281/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/salamanderr.wordpress.com/281/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/salamanderr.wordpress.com/281/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=281&subd=salamanderr&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://salamanderr.wordpress.com/2008/12/15/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3c086ae747e341c0471282e36dcb1d21?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ปราย</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ทฤษฎีความเสี่ยงของการลงทุนในหลักทรัพย์</title>
		<link>http://salamanderr.wordpress.com/2008/12/14/%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5/</link>
		<comments>http://salamanderr.wordpress.com/2008/12/14/%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 14 Dec 2008 13:25:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ปราย</dc:creator>
				<category><![CDATA[Theory of invesment]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสี่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีความเสี่ยงของ]]></category>
		<category><![CDATA[Investment risk]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://salamanderr.wordpress.com/?p=278</guid>
		<description><![CDATA[                      ความเสี่ยง(Risk) หรือ ความไม่แน่นอน (uncertainty) เกิดขึ้นได้เมื่อสภาพที่ไม่อาจรู้ได้แน่นอนว่าจะเกิดอะไรขึ้น โอกาสที่ผลตอบแทนที่ได้รับจริง (Actual Return) ต่ำ กว่าผลตอบแทนที่นักลงทุนคาดหวังไว้ (Expected Return) อันเนื่องมาจากสาเหตุต่างๆ
                      ผู้ลงทุนพยายามหลีกเลี่ยงความเสี่ยงหรือลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งแต่ละบุคคลยอมรับความเสี่ยงในระดับที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความชอบ ทัศนคติ แรงจูงใจของผู้ลงทุนนั้นว่ามากน้อยเพียงใดซึ่งในการเลือกลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดี หากผู้ลงทุนพิจารณาถึงความเสี่ยงจากการลงทุน โดยพิจารณาเฉพาะแล้ว จะทำให้เกิดความผิดพลาดจากการลงทุนได้ ปกติแล้วความเสี่ยงรวม (Total Risk) หาได้จากค่าความเบี่ยงเบนมาตราฐาน ซึ่งประเภทของความเสี่ยงจากการลงทุนในหลักทรัพย์จำแนกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่คือ
 ความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Systematic Risk)
                      คือ การเปลี่ยนแปลงของผลตอบ แทนจากการลงทุนในหลักทรัพย์ที่เปลี่ยนแปลงไปที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพ แวดล้อมภายนอกของธุรกิจ ซึ่งไม่สามารถควบคุมได้และมีผลกระทบต่อราคาหลักทรัพย์ในตลาดทั้งหมด ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะทำให้ราคาหลักทรัพย์โดยทั่วๆไปเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกัน สามารถแบ่งเป็น
                                    1.1 ความเสี่ยงเกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์ (Market risk) คือ ความเสียงอันเกิดจากการสูญเสียในเงินลงทุน ซึ่งเป็นผลเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้นและสินทรัพย์ต่างๆในตลาด เพราะราคาหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา โอกาสสุญเสียหรือ ขาดทุนเนื่องจากการเคลื่อนไหวของราคาหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์มีมากความเสี่ยงทางการตลาด เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ ไม่เกี่ยวกับการประเมินมูลค่าที่แท้จริงของหลักทรัพย์ ถึงแม้ว่าความสามารถในการทำกำไร (earning power) ของกิจการไม่เปลี่ยนแปลง แต่ราคาหลักทรัพย์ที่เปลี่ยน [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=278&subd=salamanderr&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>                      ความเสี่ยง(Risk) หรือ ความไม่แน่นอน (uncertainty) เกิดขึ้นได้เมื่อสภาพที่ไม่อาจรู้ได้แน่นอนว่าจะเกิดอะไรขึ้น โอกาสที่ผลตอบแทนที่ได้รับจริง (Actual Return) ต่ำ กว่าผลตอบแทนที่นักลงทุนคาดหวังไว้ (Expected Return) อันเนื่องมาจากสาเหตุต่างๆ</p>
<p>                      ผู้ลงทุนพยายามหลีกเลี่ยงความเสี่ยงหรือลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งแต่ละบุคคลยอมรับความเสี่ยงในระดับที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความชอบ ทัศนคติ แรงจูงใจของผู้ลงทุนนั้นว่ามากน้อยเพียงใดซึ่งในการเลือกลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดี หากผู้ลงทุนพิจารณาถึงความเสี่ยงจากการลงทุน โดยพิจารณาเฉพาะแล้ว จะทำให้เกิดความผิดพลาดจากการลงทุนได้ ปกติแล้วความเสี่ยงรวม (Total Risk) หาได้จากค่าความเบี่ยงเบนมาตราฐาน ซึ่งประเภทของความเสี่ยงจากการลงทุนในหลักทรัพย์จำแนกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่คือ</p>
<p> <strong>ความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Systematic Risk)</strong></p>
<p>                      คือ การเปลี่ยนแปลงของผลตอบ แทนจากการลงทุนในหลักทรัพย์ที่เปลี่ยนแปลงไปที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพ แวดล้อมภายนอกของธุรกิจ ซึ่งไม่สามารถควบคุมได้และมีผลกระทบต่อราคาหลักทรัพย์ในตลาดทั้งหมด ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะทำให้ราคาหลักทรัพย์โดยทั่วๆไปเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกัน สามารถแบ่งเป็น</p>
<p>                                <strong>    1.1 ความเสี่ยงเกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์ (Market risk</strong>) คือ ความเสียงอันเกิดจากการสูญเสียในเงินลงทุน ซึ่งเป็นผลเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้นและสินทรัพย์ต่างๆในตลาด เพราะราคาหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา โอกาสสุญเสียหรือ ขาดทุนเนื่องจากการเคลื่อนไหวของราคาหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์มีมากความเสี่ยงทางการตลาด เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ ไม่เกี่ยวกับการประเมินมูลค่าที่แท้จริงของหลักทรัพย์ ถึงแม้ว่าความสามารถในการทำกำไร (earning power) ของกิจการไม่เปลี่ยนแปลง แต่ราคาหลักทรัพย์ที่เปลี่ยน แปลงนั้นขึ้นอยู่กับ demand และ supply ของหลักทรัพย์ประเภทนั้นๆ ในตลาดซึ่งอยู่เหนือการควบคุมของบริษัท สาเหตุเหล่านี้ ได้แก่ สงคราม การตายของผู้บริหารประเทศ ปีที่มีการเลือกตั้งผู้บริหารประเทศ นโยบายการเมือง การเก็งกำไร ที่เกิดขั้นในตลาดหุ้นและการเปลี่ยนแปลงในราคาหุ้นนี้จะเกิดจากการคาดคะเนของผู้ลงทุนที่มีต่อความก้าว หน้า (Prospect) ของบริษัทนั้น</p>
<p>                              <strong>    1.2 ความเสี่ยงในอัตราดอกเบี้ย (Interest rate risk)</strong> คือความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในผลตอบแทน อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงในอัตราดอกเบี้ยทั่วไปในตลาด อัตราดอกเบี้ยในตลาดระยะยาวจะมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลง ในอัตราดอกเบี้ยมีผลทำให้หลักทรัพย์ต่างๆ กระทบการะเทือนในลักษณะเดียวกัน เช่น ถ้าอัตราดอกเบี้ยในตลาดทั่วๆไปปรับตัวสูงขึ้น จะมีผลทำให้ราคาหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ลดลง เพราะนักลงทุนจะทำการเปรียบเทียบผลตอบแทนและความเสี่ยงระหว่างการฝากเงินไว้กับสถาบันการเงินกับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถ้านักลงทุนเห็นว่าผลตอบแทนจากดอกเบี้ยสูงกว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในหลักทรัพย์ก็จะขายหลักทรัพย์ที่ตนถือครองอยู่ออกมา มีผลทำให้ราคาหลักทรัพย์ลดต่ำลง</p>
<p>                                <strong> 1.3 ความเสี่ยงในอำนาจซื้อหรือภาวะเงินเฟ้อ (Purchasing power risk or Inflation Risk)</strong> คือความเสี่ยงที่เกิดจากระดับราคาสินค้าโดยทั่วไปสูงขึ้น ซึ่งมีผลทำให้มูลค่าของเงินลดลง จึงทำให้อำนาจการซื้อลดต่ำลงไปด้วย เพราะจำนวนเงินที่ได้รับเท่าเดิมแต่ค่าของเงินลดลง หรือที่เรียกว่าภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งนักลงทุนหรือสถาบันการเงินจะถูกกระทบกระเทือนเกี่ยวกับอำนาจซื้ออย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินฝากประเภทออมทรัพย์ (saving account) พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ การประกันชีวิต (Life insurance) และหลักทรัพย์ประเภทอื่นๆ ซึ่งได้รับดอกเบี้ยในอัตราคงที่ ดังนั้นความเสี่ยงประเภทนี้ไม่ได้ทำให้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนเปลี่ยนแปลง แต่มีผลทำให้ผลตอบแทนที่แท้จริงลดลง </p>
<p><strong>ความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ(Unsystematic Risk)</strong></p>
<p>                    ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเฉพาะกิจการหนึ่ง หรือ อุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้แล้วจะมีผลกระทบต่อราคาหลักทรัพย์ของธุรกิจนั้น ไม่มีผลกระทบต่อราคาหลักทรัพย์อื่นในตลาดความเสี่ยงที่ถูกจัดอยู่ในความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ ได้แก่ ความเสี่ยงทางธุรกิจ (Business Risk) โดยประกอบด้วยความเสี่ยงต่างๆดังนี้</p>
<p>                               <strong>2.1 ความเสี่ยงทางการเงิน (Financial Risk)</strong> หมายถึง โอกาสที่ผู้ลงทุนจะเสียรายได้และเงินลงทุน หากบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ไม่มีเงินชำระหนี้อาจทำให้บริษัทถึงกับล้มละลาย</p>
<p>                               <strong>2.2 ความเสี่ยงทางการบริหาร (Management Risk)</strong> เป็นความเสี่ยงอันเกิดจากการบริหารงานของผู้บริหาร เช่น ความผิดพลาดของผู้บริหาร และการธุรกิจของผู้บริหาร</p>
<p>                               <strong>2.3 ความเสี่ยงทางอุตสาหกรรม (Industry Risk)</strong> เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากแรงผลักดันบางอย่าง ที่ทำให้ผลตอบแทนของธุรกิจทุกแห่งในอุตสาหกรรมประเภทเดียวกันหรือบางอุตสาหกรรมถูกกระทบกระเทือน</p>
Posted in Theory of invesment  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/salamanderr.wordpress.com/278/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/salamanderr.wordpress.com/278/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/salamanderr.wordpress.com/278/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/salamanderr.wordpress.com/278/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/salamanderr.wordpress.com/278/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/salamanderr.wordpress.com/278/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/salamanderr.wordpress.com/278/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/salamanderr.wordpress.com/278/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/salamanderr.wordpress.com/278/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/salamanderr.wordpress.com/278/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=278&subd=salamanderr&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://salamanderr.wordpress.com/2008/12/14/%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3c086ae747e341c0471282e36dcb1d21?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ปราย</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ทฤษฎีพฤติกรรมตัวแทนของนักลงทุน</title>
		<link>http://salamanderr.wordpress.com/2008/12/10/%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://salamanderr.wordpress.com/2008/12/10/%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 10 Dec 2008 15:54:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ปราย</dc:creator>
				<category><![CDATA[Theory of invesment]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีพฤติกรรมตัวแท]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://salamanderr.wordpress.com/?p=272</guid>
		<description><![CDATA[                   การพิจารณานักลงทุน ว่าจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนได้มากน้อยเพียงใดจะขึ้นอยู่กับลักษณะของนักลงทุนแต่ละคนสามารถยอมผลตอบแทนจากการลงทุน และความเสี่ยงแตกต่างกันไปสามารถแบ่งนักลงทุนออกเป็น 3 ประเภทคือ 
                   1.นักลงทุนที่ชอบความเสี่ยง (Risk-Average Investment) นักลงทุนประเภทนี้ในทุกระดับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น อรรถประโยชน์จะเพิ่มขึ้นในอัตราลดน้อยถอยลงเนื่องจากผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น ทำให้นักลงทุนต้องเผชิญความเสี่ยงที่มากขึ้นและเนื่องจากนักลงทุนประเภทนี้ไม่ชอบความเสี่ยง อรรถประโยชน์ที่เขาได้รับจากการเพิ่มผลตอบแทนจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดน้อยถอยลงและจะต้องได้รับความเสี่ยงที่มากขึ้น ซึ่งสามารถแสดงอรรถประโยชน์ของนักลงทุนประเภทนี้ได้ดังภาพ

                 จากภาพเป็นการแสดงอรรถประโยชน์ของ Risk-Averse Investor แกนตั้งเป็นอรรถประโยชน์แกนนอนเป็นผลตอบแทน เส้นกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างอรรถ
ประโยชน์และผลตอบแทนในทางบวก เมื่อผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอรรถประโยชน์ก็เพิ่มขึ้นแต่จะเห็นว่าความชันของกราฟจะลดลงเมื่อผลตอบแทนสูงขึ้นกล่าวคืออรรถประโยชน์เพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลงเมื่อผลตอบแทนสูงขึ้น
                      2.นักลงทุนที่ชอบความเสี่ยง (Risk-Loving Investor) เป็นนักลงทุนที่ชอบในความเสี่ยงในทุกระดับของผลตอยแทนที่เพิ่มขึ้นและอรรถประโยชน์ก็จะเพิ่มขั้นในอัตราที่เพิ่มถึงแม้ว่าจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากผลตอบแทนที่สูงขึ้นตาม เนื่องจากนักลงทุนประเภทนี้ ซึ่งสามารถแสดงอรรถประโยชน์ของนักลงทุนประประเภทนี้ได้ดังภาพ

                     จากภาพเป็นการแสดงอรรถประโยชน์ของ Risk-Loving Investor โดยที่แกนตั้งเป็นอรรถประโยชน์ แกนนอนเป็นผลตอบแทนเส้นกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง อรรถประโยชน์และผลตอบแทนในทางบวกเมื่อผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอรรถประโยชน์เพิ่มขึ้นแต่ความชันของกราฟเพิ่มขึ้นเมื่อผลตอบแทนสูงขึ้น นั่นคืออรรถประโยชน์เพิ่มขึ้นในอัตราที่เพิ่มขึ้นเมื่อผลตอบแทนสูงขึ้น
                     3 นักลงทุนที่ไม่สนใจความเสี่ยง (Risk-Neutral Investor) นักลงทุนประเภทนี้ทุกระดับของผลตอบแทนจะเพิ่มขึ้นและจะทำให้อรรถประโยชน์ที่ได้รับเพิ่มมากขึ้นในอัตราที่คงที่ ซึ่งสามารถแสดงอรรถประโยชน์ของนักลงทุนประเภทนี้จากภาพ
อรรถประโยชน์

                        จากภาพเป็นการแสดงอรรถประโยชน์ของ Risk-Neutral Investor โดยที่แกนตั้งเป็นอรรถประโยชน์ แกนนอนเป็นผลตอบแทนเส้นกราฟแสดงความ สัมพันธ์ระหว่างอรรถประโยชน์และผลตอบแทนในทางบวก เมื่อผลตอบแทนเพิ่มขึ้น อรรถประโยชน์เพิ่มขึ้น แต่ความชันของกราฟคงที่เมื่อผลตอบแทนสูงขึ้นนั่นหมายถึง อรรถประโยชน์เพิ่มขึ้นในอัตราคงที่เมื่อผลตอบแทนสูงขึ้น
Posted in Theory of invesment    [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=272&subd=salamanderr&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p style="text-align:center;">                   การพิจารณานักลงทุน ว่าจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนได้มากน้อยเพียงใดจะขึ้นอยู่กับลักษณะของนักลงทุนแต่ละคนสามารถยอมผลตอบแทนจากการลงทุน และความเสี่ยงแตกต่างกันไปสามารถแบ่งนักลงทุนออกเป็น 3 ประเภทคือ </p>
<p style="text-align:left;">                   <strong>1.นักลงทุนที่ชอบความเสี่ยง (Risk-Average Investment)</strong> นักลงทุนประเภทนี้ในทุกระดับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น อรรถประโยชน์จะเพิ่มขึ้นในอัตราลดน้อยถอยลงเนื่องจากผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น ทำให้นักลงทุนต้องเผชิญความเสี่ยงที่มากขึ้นและเนื่องจากนักลงทุนประเภทนี้ไม่ชอบความเสี่ยง อรรถประโยชน์ที่เขาได้รับจากการเพิ่มผลตอบแทนจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดน้อยถอยลงและจะต้องได้รับความเสี่ยงที่มากขึ้น ซึ่งสามารถแสดงอรรถประโยชน์ของนักลงทุนประเภทนี้ได้ดังภาพ</p>
<p style="text-align:center;"><img class="size-full wp-image-273    aligncenter" title="pic01" src="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/12/pic01.gif?w=306&#038;h=254" alt="pic01" width="306" height="254" /></p>
<p>                 จากภาพเป็นการแสดงอรรถประโยชน์ของ Risk-Averse Investor แกนตั้งเป็นอรรถประโยชน์แกนนอนเป็นผลตอบแทน เส้นกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างอรรถ<br />
ประโยชน์และผลตอบแทนในทางบวก เมื่อผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอรรถประโยชน์ก็เพิ่มขึ้นแต่จะเห็นว่าความชันของกราฟจะลดลงเมื่อผลตอบแทนสูงขึ้นกล่าวคืออรรถประโยชน์เพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลงเมื่อผลตอบแทนสูงขึ้น</p>
<p>                    <strong>  2.นักลงทุนที่ชอบความเสี่ยง (Risk-Loving Investor)</strong> เป็นนักลงทุนที่ชอบในความเสี่ยงในทุกระดับของผลตอยแทนที่เพิ่มขึ้นและอรรถประโยชน์ก็จะเพิ่มขั้นในอัตราที่เพิ่มถึงแม้ว่าจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากผลตอบแทนที่สูงขึ้นตาม เนื่องจากนักลงทุนประเภทนี้ ซึ่งสามารถแสดงอรรถประโยชน์ของนักลงทุนประประเภทนี้ได้ดังภาพ</p>
<p style="text-align:center;"><img class="size-full wp-image-274  aligncenter" title="pic02" src="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/12/pic02.gif?w=354&#038;h=287" alt="pic02" width="354" height="287" /></p>
<p>                     จากภาพเป็นการแสดงอรรถประโยชน์ของ Risk-Loving Investor โดยที่แกนตั้งเป็นอรรถประโยชน์ แกนนอนเป็นผลตอบแทนเส้นกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง อรรถประโยชน์และผลตอบแทนในทางบวกเมื่อผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอรรถประโยชน์เพิ่มขึ้นแต่ความชันของกราฟเพิ่มขึ้นเมื่อผลตอบแทนสูงขึ้น นั่นคืออรรถประโยชน์เพิ่มขึ้นในอัตราที่เพิ่มขึ้นเมื่อผลตอบแทนสูงขึ้น</p>
<p>                     <strong>3 นักลงทุนที่ไม่สนใจความเสี่ยง (Risk-Neutral Investor) </strong>นักลงทุนประเภทนี้ทุกระดับของผลตอบแทนจะเพิ่มขึ้นและจะทำให้อรรถประโยชน์ที่ได้รับเพิ่มมากขึ้นในอัตราที่คงที่ ซึ่งสามารถแสดงอรรถประโยชน์ของนักลงทุนประเภทนี้จากภาพ<br />
อรรถประโยชน์</p>
<p style="text-align:center;"><img class="size-full wp-image-275  aligncenter" title="pic03" src="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/12/pic03.gif?w=350&#038;h=300" alt="pic03" width="350" height="300" /></p>
<p><span style="font-size:18pt;font-family:&quot;" lang="TH">                        จากภาพเป็นการแสดงอรรถประโยชน์ของ </span><span style="font-size:18pt;font-family:&quot;">Risk-Neutral Investor <span lang="TH">โดยที่แกนตั้งเป็นอรรถประโยชน์ แกนนอนเป็นผลตอบแทนเส้นกราฟแสดงความ สัมพันธ์ระหว่างอรรถประโยชน์และผลตอบแทนในทางบวก เมื่อผลตอบแทนเพิ่มขึ้น อรรถประโยชน์เพิ่มขึ้น แต่ความชันของกราฟคงที่เมื่อผลตอบแทนสูงขึ้นนั่นหมายถึง อรรถประโยชน์เพิ่มขึ้นในอัตราคงที่เมื่อผลตอบแทนสูงขึ้น</span></span></p>
Posted in Theory of invesment  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/salamanderr.wordpress.com/272/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/salamanderr.wordpress.com/272/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/salamanderr.wordpress.com/272/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/salamanderr.wordpress.com/272/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/salamanderr.wordpress.com/272/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/salamanderr.wordpress.com/272/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/salamanderr.wordpress.com/272/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/salamanderr.wordpress.com/272/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/salamanderr.wordpress.com/272/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/salamanderr.wordpress.com/272/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=272&subd=salamanderr&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://salamanderr.wordpress.com/2008/12/10/%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3c086ae747e341c0471282e36dcb1d21?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ปราย</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/12/pic01.gif" medium="image">
			<media:title type="html">pic01</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/12/pic02.gif" medium="image">
			<media:title type="html">pic02</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/12/pic03.gif" medium="image">
			<media:title type="html">pic03</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ผลตอบแทนจากการลงทุน (investment return)</title>
		<link>http://salamanderr.wordpress.com/2008/12/09/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99-investment-return/</link>
		<comments>http://salamanderr.wordpress.com/2008/12/09/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99-investment-return/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 09 Dec 2008 12:56:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ปราย</dc:creator>
				<category><![CDATA[Theory of invesment]]></category>
		<category><![CDATA[ผลตอบแทนจากการลงทุ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://salamanderr.wordpress.com/?p=268</guid>
		<description><![CDATA[                นักลงทุนทั้งประเภทบุคคลธรรมดาและสถาบันต่างมุ่งหวังในสิ่งเดียวกันคือ    ผลตอบแทนจากการลงทุนในอัตราที่น่าพอใจและคุ้มค่ากับการลงทุน รวมทั้งระดับความเสี่ยงจากการลงทุนที่ต้องแบกรับ เพื่อนักลงทุนจะได้นำเงินลงทุนและดอกผลที่เกิดขึ้นไปใช้ในการอุปโภคบริโภคตามเป้าหมายในอนาคต (future consumption) เช่น บ้านที่อยู่อาศัย เงินทุนเพื่อการศึกษาของบุตร เงินเพื่อการเกษียณอายุอย่างมีคุณค่า (สถาบันพัฒนาบุคลากรธุรกิจหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย, 2546, หน้า 33-34)ผลตอบแทนรวมจากการลงทุน ควรจะคุ้มกับปัจจัยเหล่านี้
                1. ระยะเวลาที่ใช้ในการลงทุน 
                2. อัตราผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุน โดยพิจารณาถึงต้นทุนของการอุปโภคบริโภคเป้าหมายในอนาคต ที่อาจเพิ่มขึ้นในระหว่างที่ลงทุน 
               3. การเสียโอกาสที่ยังไม่ได้ใช้เงินทันทีวันนี้แต่ ต้องชะลอออกไปใช้จ่ายในอนาคตแทน
              4. ระดับความเสี่ยงจากการลงทุนที่อาจเกิดผลขาดทุนคือ นักลงทุนประเภทสถาบันผลตอบแทนหรือประโยชน์จากการลงทุนจะตกอยู่กับคนหมู่มากซึ่งอาจจะเป็น  ผู้ถือหุ้นหรือผู้ถือหน่วยลงทุนหรือพนักงานลูกจ้าง ผลตอบแทนรวมจากการลงทุน (total return) ประกอบด้วยเงินได้ทุกประเภทที่ได้รับจากการลงทุนและกำไรส่วนเกินทุน
 โดยความเป็นจริงแล้วการลงทุนทุกประเภทย่อมมีค่าใช้จ่าย คือ ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการลงทุนและค่านายหน้าในการซื้อขายหลักทรัพย์ที่นักลงทุนต้องจ่าย ฉะนั้นนักลงทุนควรคำนึงถึงผลตอบแทนสุทธิ (net return หรือ nominal return) ซึ่งเป็นผลต่างของผลตอบแทนรวมและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการลงทุน
               เมื่อพิจารณาให้ถี่ถ้วนมากขึ้นผลตอบแทนจากการลงทุนใดๆ ควรสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อในขณะนั้น ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ลงทุนมีรายได้จากการลงทุนในอนาคตคุ้มค่ากับ การซื้อสินค้าและบริการที่แพงขึ้นในอนาคต ฉะนั้นนักลงทุนควรคำถึงผลตอบแทนที่แท้จริง (real return) ซึ่งเป็นผลต่างของผลตอบแทนสุทธิและอัตราเงินเฟ้อ
Posted in Theory of [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=268&subd=salamanderr&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>                นักลงทุนทั้งประเภทบุคคลธรรมดาและสถาบันต่างมุ่งหวังในสิ่งเดียวกันคือ    ผลตอบแทนจากการลงทุนในอัตราที่น่าพอใจและคุ้มค่ากับการลงทุน รวมทั้งระดับความเสี่ยงจากการลงทุนที่ต้องแบกรับ เพื่อนักลงทุนจะได้นำเงินลงทุนและดอกผลที่เกิดขึ้นไปใช้ในการอุปโภคบริโภคตามเป้าหมายในอนาคต (future consumption) เช่น บ้านที่อยู่อาศัย เงินทุนเพื่อการศึกษาของบุตร เงินเพื่อการเกษียณอายุอย่างมีคุณค่า (สถาบันพัฒนาบุคลากรธุรกิจหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย, 2546, หน้า 33-34)ผลตอบแทนรวมจากการลงทุน ควรจะคุ้มกับปัจจัยเหล่านี้</p>
<p>                1. ระยะเวลาที่ใช้ในการลงทุน </p>
<p>                2. อัตราผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุน โดยพิจารณาถึงต้นทุนของการอุปโภคบริโภคเป้าหมายในอนาคต ที่อาจเพิ่มขึ้นในระหว่างที่ลงทุน </p>
<p>               3. การเสียโอกาสที่ยังไม่ได้ใช้เงินทันทีวันนี้แต่ ต้องชะลอออกไปใช้จ่ายในอนาคตแทน</p>
<p>              4. ระดับความเสี่ยงจากการลงทุนที่อาจเกิดผลขาดทุนคือ นักลงทุนประเภทสถาบันผลตอบแทนหรือประโยชน์จากการลงทุนจะตกอยู่กับคนหมู่มากซึ่งอาจจะเป็น  ผู้ถือหุ้นหรือผู้ถือหน่วยลงทุนหรือพนักงานลูกจ้าง ผลตอบแทนรวมจากการลงทุน (total return) ประกอบด้วยเงินได้ทุกประเภทที่ได้รับจากการลงทุนและกำไรส่วนเกินทุน<br />
 โดยความเป็นจริงแล้วการลงทุนทุกประเภทย่อมมีค่าใช้จ่าย คือ ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการลงทุนและค่านายหน้าในการซื้อขายหลักทรัพย์ที่นักลงทุนต้องจ่าย ฉะนั้นนักลงทุนควรคำนึงถึงผลตอบแทนสุทธิ (net return หรือ nominal return) ซึ่งเป็นผลต่างของผลตอบแทนรวมและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการลงทุน</p>
<p>               เมื่อพิจารณาให้ถี่ถ้วนมากขึ้นผลตอบแทนจากการลงทุนใดๆ ควรสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อในขณะนั้น ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ลงทุนมีรายได้จากการลงทุนในอนาคตคุ้มค่ากับ การซื้อสินค้าและบริการที่แพงขึ้นในอนาคต ฉะนั้นนักลงทุนควรคำถึงผลตอบแทนที่แท้จริง (real return) ซึ่งเป็นผลต่างของผลตอบแทนสุทธิและอัตราเงินเฟ้อ</p>
Posted in Theory of invesment  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/salamanderr.wordpress.com/268/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/salamanderr.wordpress.com/268/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/salamanderr.wordpress.com/268/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/salamanderr.wordpress.com/268/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/salamanderr.wordpress.com/268/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/salamanderr.wordpress.com/268/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/salamanderr.wordpress.com/268/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/salamanderr.wordpress.com/268/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/salamanderr.wordpress.com/268/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/salamanderr.wordpress.com/268/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=268&subd=salamanderr&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://salamanderr.wordpress.com/2008/12/09/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99-investment-return/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3c086ae747e341c0471282e36dcb1d21?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ปราย</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ปัจจัยกำหนดจุดมุ่งหมายของผู้ลงทุน</title>
		<link>http://salamanderr.wordpress.com/2008/12/09/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://salamanderr.wordpress.com/2008/12/09/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 09 Dec 2008 12:52:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ปราย</dc:creator>
				<category><![CDATA[Theory of invesment]]></category>
		<category><![CDATA[ปัจจัยกำหนดจุดมุ่ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://salamanderr.wordpress.com/?p=266</guid>
		<description><![CDATA[                 1. อายุของผู้ลงทุน (the age of the investor) ผู้ลงทุนที่มีอายุน้อย หรือระหว่าง 25 – 40ปี มักจะกล้าเสี่ยงและสนใจลงทุนในหลักทรัพย์ที่ก่อให้เกิดความงอกเงยแก่เงินลงทุนแต่ผู้ลงทุนที่มีอายุระหว่าง 40 – 50 ปี อาจจะสนใจลงทุนในหลักทรัพยที่ให้รายได้ประจำ ทั้งนี้เนื่องมาจากภาระทางครอบครัวและผู้ลงทุนที่อายุมากกว่า 60 ปียิ่งพอใจลงทุนในหลักทรัพย์ที่ให้รายได้แน่นอน
                 2. การมีครอบครัวและความรับผิดชอบต่อครอบครัว (marital status and family responsibilities) ผู้ลงทุนที่มีครอบครัวแล้วจะต้องรับผิดชอบต่อความเป็นอยู่ของครอบครัว ต้องให้การศึกษาแก่บุตร ทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องลงทุนในหลักทรัพย์ที่มั่นคงให้รายได้แน่นอน ส่วนคนโสดไม่มีภาระผูกพันย่อมต้องการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงได้
                  3. สุขภาพของผู้ลงทุน (the health of the investor) ปัญหาเรื่องสุขภาพของผู้ลงทุนมีผลต่อการกำหนดนโยบายลงทุนของผู้ลงทุน ผู้ลงทุนที่มีสุขภาพไม่สมบรูณ์ย่อมต้องการรายได้ที่เกิด ขึ้นในปัจจุบัน (current income) มากกว่าหวังผลประโยชน์ที่จะเกิดในอนาคต
                  4. นิสัยส่วนตัวของผู้ลงทุน (personal habit) ผู้ลงทุนที่มีนิสัยตระหนี่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้รายได้ที่ได้รับจากการลงทุน เขาอาจลงทุนในหลักทรัพย์ของธุรกิจที่มีการขยายตัวในอนาคตก็ได้ ในทางตรงกันข้ามผู้ลงทุนที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยย่อมต้องการได้รายได้ที่แน่นอนเพื่อมาจุนเจือรายจ่ายที่เกิดขึ้น
                  5. [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=266&subd=salamanderr&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>               <strong>  1. อายุของผู้ลงทุน (the age of the investor)</strong> ผู้ลงทุนที่มีอายุน้อย หรือระหว่าง 25 – 40ปี มักจะกล้าเสี่ยงและสนใจลงทุนในหลักทรัพย์ที่ก่อให้เกิดความงอกเงยแก่เงินลงทุนแต่ผู้ลงทุนที่มีอายุระหว่าง 40 – 50 ปี อาจจะสนใจลงทุนในหลักทรัพยที่ให้รายได้ประจำ ทั้งนี้เนื่องมาจากภาระทางครอบครัวและผู้ลงทุนที่อายุมากกว่า 60 ปียิ่งพอใจลงทุนในหลักทรัพย์ที่ให้รายได้แน่นอน</p>
<p><strong>                 2. การมีครอบครัวและความรับผิดชอบต่อครอบครัว (marital status and family responsibilities)</strong> ผู้ลงทุนที่มีครอบครัวแล้วจะต้องรับผิดชอบต่อความเป็นอยู่ของครอบครัว ต้องให้การศึกษาแก่บุตร ทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องลงทุนในหลักทรัพย์ที่มั่นคงให้รายได้แน่นอน ส่วนคนโสดไม่มีภาระผูกพันย่อมต้องการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงได้</p>
<p>              <strong>    3. สุขภาพของผู้ลงทุน (the health of the investor)</strong> ปัญหาเรื่องสุขภาพของผู้ลงทุนมีผลต่อการกำหนดนโยบายลงทุนของผู้ลงทุน ผู้ลงทุนที่มีสุขภาพไม่สมบรูณ์ย่อมต้องการรายได้ที่เกิด ขึ้นในปัจจุบัน (current income) มากกว่าหวังผลประโยชน์ที่จะเกิดในอนาคต</p>
<p>               <strong>   4. นิสัยส่วนตัวของผู้ลงทุน (personal habit)</strong> ผู้ลงทุนที่มีนิสัยตระหนี่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้รายได้ที่ได้รับจากการลงทุน เขาอาจลงทุนในหลักทรัพย์ของธุรกิจที่มีการขยายตัวในอนาคตก็ได้ ในทางตรงกันข้ามผู้ลงทุนที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยย่อมต้องการได้รายได้ที่แน่นอนเพื่อมาจุนเจือรายจ่ายที่เกิดขึ้น</p>
<p>                 <strong> 5. ความสมัครใจในการลงทุน (willingness to accept risks of investment)</strong> ซึ่งผู้ลงทุนบางท่านอาจต้องการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยง ความเสี่ยงในที่นี้มีหลายลักษณะ เช่น ความเสี่ยงในธุรกิจ ความเสี่ยงในตลาด ความเสี่ยงในอัตราดอกเบี้ย ผู้ลงทุนในลักษณะนี้ได้เตรียมตัวเตรียมใจที่จะเผชิญความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตแล้ว</p>
<p>                  <strong> 6. ความจำเป็นของผู้ลงทุน (investor’s needs)</strong> ความจำเป็นของผู้ลงทุนอาจจะแตกต่างกัน บางท่านอาจมีความจำเป็นต้องใช้เงิน บางท่านอาจมีความจำเป็นในแง่ความ รู้สึกและจิตใจ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่แร่งเร้าให้เกิดการลงทุนคือกำไร ซึ่งอาจเก็บสะสมไว้เพื่อใช้ในยามชรา เพื่อการศึกษาหรือปรับฐานะการครองชีพของตนเองให้ดีขึ้น (สถาบันพัฒนาบุคคลากรธุรกิจหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, 2546, หน้า 31-33)</p>
Posted in Theory of invesment  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/salamanderr.wordpress.com/266/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/salamanderr.wordpress.com/266/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/salamanderr.wordpress.com/266/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/salamanderr.wordpress.com/266/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/salamanderr.wordpress.com/266/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/salamanderr.wordpress.com/266/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/salamanderr.wordpress.com/266/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/salamanderr.wordpress.com/266/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/salamanderr.wordpress.com/266/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/salamanderr.wordpress.com/266/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=266&subd=salamanderr&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://salamanderr.wordpress.com/2008/12/09/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3c086ae747e341c0471282e36dcb1d21?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ปราย</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>จุดมุ่งหมายการลงทุน</title>
		<link>http://salamanderr.wordpress.com/2008/12/09/%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://salamanderr.wordpress.com/2008/12/09/%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 09 Dec 2008 12:31:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ปราย</dc:creator>
				<category><![CDATA[Theory of invesment]]></category>
		<category><![CDATA[Add new tag]]></category>
		<category><![CDATA[จุดมุ่งหมายการลงทุ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://salamanderr.wordpress.com/?p=262</guid>
		<description><![CDATA[                  ผู้ลงทุนต่างมีจุดมุ่งหมายการลงทุนของตัวเองตามความต้องการและสภาวะแวดล้อมของผู้ลงทุนซึ่งแบ่งจุดหมายการลงทุนในลักษณะต่างๆดังนี้
                 1. ความปลอดภัยของเงินลงทุน (security of principal) ความปลอดภัยของเงินลงทุนนอกจากหมายถึงการรักษาเงินทุนเริ่มแรกให้คงไว้แล้วยังหมายถึงการป้องกันความเสี่ยงซึ่งเกิดจากอำนาจซื้อที่ลดลงเป็นผลจากภาวะเงินเฟ้อด้วย การลงทุนในความหมายดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลาคืนเงินต้นจำนวนแน่นอนได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ และหุ้นบุริมสิทธิที่มีกำหนดระยะเวลาไถ่ถอนของบริษัทที่มั่นคง
                   2. เสถียรภาพของรายได้ (stability of income) ผู้ลงทุนจะลงทุนในหลักทรัพย์ที่ให้รายได้สม่ำเสมอ เนื่องจากรายได้ที่สม่ำเสมอ เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล หุ้น ผู้ลงทุนสามารถทำแผนการใช้เงินทุนได้ว่าจะนำรายได้ไปใช้เพื่อการบริโภคหรือเพื่อลงทุนใหม่นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ยหรือเงินปันผลที่ได้รับเป็นประจำย่อมมีค่ามากกว่าดอกเบี้ยหรือเงินปันผลที่เขาสัญญาว่าจะให้ในอนาคตซึ่งยังไม่แน่ว่าจะได้ตามที่สัญญาหรือไม่
                   3. ความงอกเงยของเงินลงทุน (capital growth) ตามกฎทั่วๆไปแล้วผู้ลงทุนมักจะตั้งจุดมุ่งหมายที่จะจัดการให้เงินทุนของเขาเพิ่มพูนขึ้น ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า
ความงอกเงยของเงินทุนที่จะเกิดขึ้นจากการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่กำลังขยายตัว (growth stock) เท่านั้น แต่รวมถึงการนำรายได้ที่ได้รับไปลงทุนใหม่ก่อให้เกิดความงอกเงยของเงินทุนด้วย ผู้ลงทุนส่วนมากจะเพิ่มมูลค่าของเงินลงทุนของเขาโดยการนำดอกเบี้ยและเงินปันผลที่ได้รับไปลงทุนใหม่ ความงอกเงยของเงินทุนนี้ให้ประโยชน์แก่ผู้ลงทุนในด้านการเพื่อปรับฐานะผู้ลงทุนในระยะยาวให้ดีขึ้น รักษาอำนาจซื้อให้คงไว้และให้การจัดการคล่องตัวดีขึ้น
                   4. ความคล่องตัวในการซื้อขาย (marketability) หมายถึงหลักทรัพยที่สามารถซื้อหรือขายได้ง่ายและรวดเร็ว ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับ ราคา ขนาดของตลาดหลักทรัพย์ที่หุ้นนั้น จดทะเบียน ขนาดของบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ จำนวนผู้ถือหุ้น และความสนใจที่ประชาชนทั่วไปมีต่อหุ้น หุ้นที่มีราคาสูงมักจะขายได้ยากกว่าหุ้นที่มีราคาต่ำกว่า หุ้นของบริษัทใหญ่จำหน่ายได้ยากกว่าหุ้นของบริษัทเล็ก ทั้งนี้เนื่องจากบริษัทใหญ่มีหุ้นออก จำหน่ายจำนวนมาก ทำให้การซื้อขายดำเนินติดต่อกันตลอดเวลาด้วยเหตุนี้หุ้นของบริษัทใหญ่จึงมีความคล่องตัวมากกว่า
                 5. ความสามารถในการเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันที (liquidity) เมื่อหลักทรัพย์ที่จะลงทุนมี [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=262&subd=salamanderr&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>                  ผู้ลงทุนต่างมีจุดมุ่งหมายการลงทุนของตัวเองตามความต้องการและสภาวะแวดล้อมของผู้ลงทุนซึ่งแบ่งจุดหมายการลงทุนในลักษณะต่างๆดังนี้</p>
<p>                 <strong>1. ความปลอดภัยของเงินลงทุน (security of principal)</strong> ความปลอดภัยของเงินลงทุนนอกจากหมายถึงการรักษาเงินทุนเริ่มแรกให้คงไว้แล้วยังหมายถึงการป้องกันความเสี่ยงซึ่งเกิดจากอำนาจซื้อที่ลดลงเป็นผลจากภาวะเงินเฟ้อด้วย การลงทุนในความหมายดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลาคืนเงินต้นจำนวนแน่นอนได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ และหุ้นบุริมสิทธิที่มีกำหนดระยะเวลาไถ่ถอนของบริษัทที่มั่นคง</p>
<p>                 <strong>  2. เสถียรภาพของรายได้ (stability of income)</strong> ผู้ลงทุนจะลงทุนในหลักทรัพย์ที่ให้รายได้สม่ำเสมอ เนื่องจากรายได้ที่สม่ำเสมอ เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล หุ้น ผู้ลงทุนสามารถทำแผนการใช้เงินทุนได้ว่าจะนำรายได้ไปใช้เพื่อการบริโภคหรือเพื่อลงทุนใหม่นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ยหรือเงินปันผลที่ได้รับเป็นประจำย่อมมีค่ามากกว่าดอกเบี้ยหรือเงินปันผลที่เขาสัญญาว่าจะให้ในอนาคตซึ่งยังไม่แน่ว่าจะได้ตามที่สัญญาหรือไม่</p>
<p>                 <strong>  3. ความงอกเงยของเงินลงทุน (capital growth)</strong> ตามกฎทั่วๆไปแล้วผู้ลงทุนมักจะตั้งจุดมุ่งหมายที่จะจัดการให้เงินทุนของเขาเพิ่มพูนขึ้น ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า<br />
ความงอกเงยของเงินทุนที่จะเกิดขึ้นจากการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่กำลังขยายตัว (growth stock) เท่านั้น แต่รวมถึงการนำรายได้ที่ได้รับไปลงทุนใหม่ก่อให้เกิดความงอกเงยของเงินทุนด้วย ผู้ลงทุนส่วนมากจะเพิ่มมูลค่าของเงินลงทุนของเขาโดยการนำดอกเบี้ยและเงินปันผลที่ได้รับไปลงทุนใหม่ ความงอกเงยของเงินทุนนี้ให้ประโยชน์แก่ผู้ลงทุนในด้านการเพื่อปรับฐานะผู้ลงทุนในระยะยาวให้ดีขึ้น รักษาอำนาจซื้อให้คงไว้และให้การจัดการคล่องตัวดีขึ้น</p>
<p>                   <strong>4. ความคล่องตัวในการซื้อขาย (marketability) </strong>หมายถึงหลักทรัพยที่สามารถซื้อหรือขายได้ง่ายและรวดเร็ว ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับ ราคา ขนาดของตลาดหลักทรัพย์ที่หุ้นนั้น จดทะเบียน ขนาดของบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ จำนวนผู้ถือหุ้น และความสนใจที่ประชาชนทั่วไปมีต่อหุ้น หุ้นที่มีราคาสูงมักจะขายได้ยากกว่าหุ้นที่มีราคาต่ำกว่า หุ้นของบริษัทใหญ่จำหน่ายได้ยากกว่าหุ้นของบริษัทเล็ก ทั้งนี้เนื่องจากบริษัทใหญ่มีหุ้นออก จำหน่ายจำนวนมาก ทำให้การซื้อขายดำเนินติดต่อกันตลอดเวลาด้วยเหตุนี้หุ้นของบริษัทใหญ่จึงมีความคล่องตัวมากกว่า</p>
<p>                <strong> 5. ความสามารถในการเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันที (liquidity)</strong> เมื่อหลักทรัพย์ที่จะลงทุนมี liquidity สูงความสามารถในการหากำไร (profitability) ก็ย่อมลดลง ผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุน ในหลักทรัพย์ที่มี liquidity หรือหลักทรัพย์ที่ใกล้เคียงกับเงินสด หวังว่าหากโอกาสลงทุนที่น่าดึงดูดใจมาถึงเขาจะได้มีเงินพร้อมที่จะลงทุนได้ทันทีการจัดการสำหรับเงินทุนส่วนนี้ ผู้ลงทุนอาจจะแบ่งสรรปันส่วนจากเงินลงทุนเพื่อการนี้โดยเฉพาะหรืออาจใช้เงินปันผลหรือดอกเบี้ยที่ได้รับมาเพื่อซื้อหุ้นใหม่ก็ได้</p>
<p>              <strong>  6. การกระจายเงินทุน (diversification)</strong> วัตถุประสงค์ใหม่ก็คือต้องการที่จะกระจายความเสี่ยง และการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนในหลักทรัพย์กระทำได้ 4 วิธีคือ</p>
<p>                              6.1 ลงทุนผสมระหว่างหลักทรัพย์ที่มีหลักประกันในเงินทุนและมีรายได้จากการลงทุนแน่นอนกับหลักทรัพย์ที่มีรายได้และราคาเปลี่ยนแปลงขึ้นลงตามภาวะธุรกิจ<br />
                             6.2 ลงทุนในหลักทรัพย์หลายอย่างปนกันไป<br />
                             6.3 ลงทุนในหลักทรัพย์ของธุรกิจที่มีความแตกต่างทางด้านภูมิศาสตร์เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องน้ำท่วมหรือภัยธรรมชาติ<br />
                             6.4 ลงทุนในหลักทรัพย์ธุรกิจที่มีลักษณะการผลิตที่ต่างกันแบบ vertical หรือ horiaontal ถ้าเป็นแบบ horizontal เป็นการลงทุนในกิจการที่ประกอบธุรกิจในลักษณะเดียวกัน</p>
<p>                 <strong> 7. ความพอใจในด้านภาษี (favorable tax status)</strong> ฐานะการจ่ายภาษีของผู้ลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ผู้บริหารลงทุนต้องให้ความสนใจ ปัญหาคือว่าจะทำอย่างไรจึงจะรักษารายได้และกำไรจากการขายหลักทรัพย์ (capital gain) ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ การจ่ายภาษีในอัตราก้าวหน้าจากเงินได้พึงประเมินทำให้ยากแก่การรักษาจำนวนรายได้นั้นไว้ ผู้ลงทุนอาจเลี่ยงการเสียภาษีเงินได้จากเงินได้พึงประเมินดังกล่าวโดยทำการลงทุนในพันธบัตรที่ได้รับการยกเว้นภาษีหรือซื้อหลักทรัพย์ที่ไม่มีการจ่ายเงินปันผลในเวลานี้แต่จะได้ในรูปกำไรจากการขายหลักทรัพย์ในอนาคต สำหรับในต่างประเทศอัตราภาษีที่เก็บจากกำไรจากการขายหลักทรัพย์นั้นต่างกัน กำไรจากการขายหลักทรัพย์ที่ได้จากการขายสินทรัพย์ประเภททุน(capital asset) ที่ลงทุนครอบครองไว้เป็นเวลา 6 เดือนหรือนานกว่านี้ จะเสียภาษีในอัตราสูงสุดที่ร้อยละ 25 ในการบริหารเงินลงทุนผู้จัดการเงินทุนต้องดูว่า ผู้ลงทุนท่านนี้ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราสูงสุดเท่าไร ถ้าเขาเสียภาษีในอัตราร้อยละ 50 หรือสูงกว่าร้อยละ 50 แล้ว เข้าควรลงทุนในหลักทรัพย์ ที่ให้กำไรจากการขายหลักทรัพย์หรือพันธบัตรที่ได้รับการยกเว้นภาษี</p>
Posted in Theory of invesment  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/salamanderr.wordpress.com/262/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/salamanderr.wordpress.com/262/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/salamanderr.wordpress.com/262/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/salamanderr.wordpress.com/262/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/salamanderr.wordpress.com/262/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/salamanderr.wordpress.com/262/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/salamanderr.wordpress.com/262/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/salamanderr.wordpress.com/262/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/salamanderr.wordpress.com/262/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/salamanderr.wordpress.com/262/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=262&subd=salamanderr&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://salamanderr.wordpress.com/2008/12/09/%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3c086ae747e341c0471282e36dcb1d21?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ปราย</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ทฤษฎีการลงทุน</title>
		<link>http://salamanderr.wordpress.com/2008/12/09/%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://salamanderr.wordpress.com/2008/12/09/%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 09 Dec 2008 05:02:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ปราย</dc:creator>
				<category><![CDATA[Theory of invesment]]></category>
		<category><![CDATA[Add new tag]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีการลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[Investment theory]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://salamanderr.wordpress.com/?p=260</guid>
		<description><![CDATA[                     การลงทุน (investment) หมายถึงการซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือหลักทรัพย์ของบุคคลหรือสถาบัน ซึ่งให้ผลตอบแทนเป็นสัดส่วนกับความเสี่ยงตลอดเวลาอันยาวนานประมาณ 10 ปี แต่อย่างต่ำไม่เกิน 3 ปี การลงทุนแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆได้ 3 ประเภท 
                    1. การลงทุนเพื่อการบริโภค (consumer investment) เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการซื้อสินค้า ประเภทคงทนถาวรเช่น รถยนต์ รวมทั้งการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (real estate investment) การลงทุนในลักษณะนี้ไม่ได้หวังกำไรในรูปตัวเงิน แต่หวังความพอใจในการใช้ทรัพยกรเหล่านั้น  การซื้อทองคำเพื่อเป็นเครื่องประดับเป็นการลงทุนเพื่อการบริโภคอย่างหนึ่งของผู้บริโภค เงินที่จ่ายเป็นเงินที่ได้จากการออม การซื้อทองคำเพื่อเป็นเครื่องประดับให้ความพอใจแก่เจ้าของแล้ว ในกรณีที่ทองคำมีมูลค่าสูงขึ้นหากขายได้ ถือได้ว่าเป็นเพียงผลพลอยได้ 
                     2. การลงทุนในธุรกิจ (business or economic investment ) หมายถึงการซื้อสินทรัพย์เพื่อประกอบธุรกิจหารายได้ โดยหวังว่ารายได้ที่ได้นี้จะเพียงพอที่จะชดเชยกับความเสี่ยงในการลงทุนได้แก่ การลงทุนในสินค้าประเภททุน เครื่องจักร โรงงาน เพื่อผลิตสินค้าและบริการเพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภค การลงทุนลักษณะนี้มุ่งหวังกำไรจากการลงทุน กำไรจะเป็นตัวดึงดูดผู้ลงทุนนำเงินมาลงทุน การลงทุนตามความหมายนี้เป็นการนำเงินออม (saving) หรือ เงินที่สะสมไว้ (accumulated fund) หรือกู้ยืมเงินจากธนาคาร (bank credit) [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=260&subd=salamanderr&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p style="text-align:left;">                     การลงทุน (investment) หมายถึงการซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือหลักทรัพย์ของบุคคลหรือสถาบัน ซึ่งให้ผลตอบแทนเป็นสัดส่วนกับความเสี่ยงตลอดเวลาอันยาวนานประมาณ 10 ปี แต่อย่างต่ำไม่เกิน 3 ปี การลงทุนแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆได้ 3 ประเภท <br />
                    1<strong>. การลงทุนเพื่อการบริโภค (consumer investment)</strong> เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการซื้อสินค้า ประเภทคงทนถาวรเช่น รถยนต์ รวมทั้งการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (real estate investment) การลงทุนในลักษณะนี้ไม่ได้หวังกำไรในรูปตัวเงิน แต่หวังความพอใจในการใช้ทรัพยกรเหล่านั้น  การซื้อทองคำเพื่อเป็นเครื่องประดับเป็นการลงทุนเพื่อการบริโภคอย่างหนึ่งของผู้บริโภค เงินที่จ่ายเป็นเงินที่ได้จากการออม การซื้อทองคำเพื่อเป็นเครื่องประดับให้ความพอใจแก่เจ้าของแล้ว ในกรณีที่ทองคำมีมูลค่าสูงขึ้นหากขายได้ ถือได้ว่าเป็นเพียงผลพลอยได้ </p>
<p style="text-align:left;">                     <strong>2. การลงทุนในธุรกิจ (business or economic investment )</strong> หมายถึงการซื้อสินทรัพย์เพื่อประกอบธุรกิจหารายได้ โดยหวังว่ารายได้ที่ได้นี้จะเพียงพอที่จะชดเชยกับความเสี่ยงในการลงทุนได้แก่ การลงทุนในสินค้าประเภททุน เครื่องจักร โรงงาน เพื่อผลิตสินค้าและบริการเพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภค การลงทุนลักษณะนี้มุ่งหวังกำไรจากการลงทุน กำไรจะเป็นตัวดึงดูดผู้ลงทุนนำเงินมาลงทุน การลงทุนตามความหมายนี้เป็นการนำเงินออม (saving) หรือ เงินที่สะสมไว้ (accumulated fund) หรือกู้ยืมเงินจากธนาคาร (bank credit) มาลงทุนเพื่อจัดสร้างหรือจัดหาสินค้าประกอบด้วย เครื่องจักรและสินทรัพย์ ประเภทอสังหาริมทรัพย์ได้แก่ การลงทุนในที่ดิน อาคารสิ่งปลูกสร้างเพื่อนำมาใช้ผลิตสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค</p>
<p style="text-align:left;">                  <strong>  3 .การลงทุนในหลักทรัพย์ (financial or securities investment)</strong> การลงทุนตามความหมายทางการเงินหรือการลงทุนในหลักทรัพย์ (asset) ในรูปของหลักทรัพย์ (securities) เช่น พันธบัตร หุ้นกู้ หุ้นทุน ตราสาร เป็นต้น การลงทุนในลักษณะนี้เป็นการลงทุนทางอ้อมที่แตกต่างจากการลงทุนทางธุรกิจ ผู้ที่มีเงินแม้เมื่อไม่ต้องการเป็นผู้ประกอบธุรกิจเอง เนื่องจากมีความเสี่ยงหรือผู้ออมยังมีเงินไม่มากพอ ผู้ลงทุนนำเงินที่ออมได้ไปซื้อหลักทรัพย์ลงทุนโดยให้ผลตอบแทนในรูปของอัตราดอกเบี้ยหรือเงินปันผล (yield) และ ส่วนต่างราคา (capital gain) ซึ่งมากหรือน้อยจะขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของหลักทรัพย์ที่ลงทุน</p>
<p style="text-align:left;">                    <strong><em>การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย</em></strong>  เป็นทางเลือกหนึ่งของการลงทุนที่ได้รับความสนใจจากผู้ที่มีเงินออม เพราะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนประเภทอื่นๆ นอกจากนี้การที่ตลาดหลักทรัพย์มีบริษัทจดทะเบียนที่หลากหลาย ตลาดหลักทรัพย์จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการความหลากหลายในการลงทุนทั้งประเภทสินค้าและผลตอบแทนเพราะมีสินค้าหรือตราสารเพื่อการลงทุนหลายประเภทซึ่งออกโดยบริษัทจดทะเบียนที่ประกอบธุรกิจในหลายประเภทและหลาย  อุตสาหกรรมให้เลือกลงทุนตามความต้องการก่อนตัดสินใจลงทุนหลักทรัพย์</p>
<p style="text-align:left;">                 ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานเป็นลำดับแรก  แล้วจึงพิจารณาสภาพอุตสาหกรรม โดยรวบรวมข้อมูลทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมมาวิเคราะห์แต่ละส่วนเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจลงทุนในแต่ละอุตสาหกรรม นอกจากนี้ผู้ลงทุนในหลักทรัพย์จำเป็นต้องพิจารณา นโยบายการเงิน นโยบายการคลัง ของรัฐบาลและประเทศอื่นๆที่ส่งผลต่อการไหลเวียนของเงินทุน ในการวิเคราะห์อุตสาหกรรม</p>
<p style="text-align:left;">                ผู้วิเคราะห์จะต้องพิจารณาถึงวัฎจักรธุรกิจว่าอยู่ในระยะใด วงจรการขยายตัวของอุตสาหกรรมและโครงสร้างการแข่งขันของอุตสาหกรรมนั้นควบคู่กันไป จากนั้นจึงวิเคราะห์ผลการดำเนินงานของบริษัท วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร กลยุทธของบริษัท เป็นวิธีการหนึ่งที่ผู้ลงทุนสามารถนำไปใช้ตัดสินใจเลือกลงทุน</p>
<p style="text-align:left;">               นอกจากนี้จังหวะการเข้าซื้อเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากราคาหลักทรัพย์ในแต่ละปีความผันผวนมาก หากสามารถเข้าไปในลงทุนในช่วงที่ราคาหลักทรัพย์ปรับตัวลงมามาก นักลงทุนจะสามารถซื้อหลักทรัพย์ได้ในราคาถูก อย่างไรก็ตามประชาชนที่เข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการลงทุนและไม่ได้ศึกษา ปัจจัยต่างๆทางเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อราคาหลักทรัพย์ที่แท้จริงและนิยมซื้อตามคำบอกเล่า นักลงทุนรายย่อยจึงตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่ทำราคาหลักทรัพย์ให้สูงเกินความเป็นจริงอย่างรวดเร็วอย่างผิดสังเกตุ</p>
<p style="text-align:left;">               การเผยแพร่ความรู้ให้นักลงทุนตลอดจนแจ้งข่าวที่รวดเร็ว ถูกต้องมากขึ้นเป็นเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจของนักลงทุน เช่น การประกาศจ่ายปันผล การแตกหุ้น การเพิ่มทุน และการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารของธุรกิจ เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ลงทุนยังต้องทราบถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้อาทิเช่น โรคระบาด ความขัดแย้งระหว่างประเทศ การชุมนุมประท้วงทางการเมืองภายในประเทศ ซึ่งข่าวเหล่านี้มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงราคาหลักทรัพย์ และมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ของตลาดหลักทรัพย์ไทยมีระดับความผันผวนอย่างมาก</p>
Posted in Theory of invesment  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/salamanderr.wordpress.com/260/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/salamanderr.wordpress.com/260/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/salamanderr.wordpress.com/260/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/salamanderr.wordpress.com/260/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/salamanderr.wordpress.com/260/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/salamanderr.wordpress.com/260/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/salamanderr.wordpress.com/260/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/salamanderr.wordpress.com/260/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/salamanderr.wordpress.com/260/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/salamanderr.wordpress.com/260/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=260&subd=salamanderr&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://salamanderr.wordpress.com/2008/12/09/%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3c086ae747e341c0471282e36dcb1d21?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ปราย</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>หุ้นอาจจะ rebourd รอบใหญ่</title>
		<link>http://salamanderr.wordpress.com/2008/10/08/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b0-rebourd-%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://salamanderr.wordpress.com/2008/10/08/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b0-rebourd-%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 08 Oct 2008 08:05:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ปราย</dc:creator>
				<category><![CDATA[Case Study]]></category>
		<category><![CDATA[rebound ... !!!]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://salamanderr.wordpress.com/?p=250</guid>
		<description><![CDATA[              ระยะนี้หุ้นตกมาก ถึงแม้จะมีการอนุมัตเงินจำนวน 700000 ล้านหรียญ และประเทศอื่นๆ ต่างก็อัดฉีดเงินแต่ดูเหมือนตลาดหุ้นไม่รับข่าวดีเลย อย่างไรก็ตามคิดว่าเร็วๆนี้น่าจะ rebound รอบใหญ่อีกหน

               ก่อนอื่นขอทบทวนกันหน่อย ภาพนี้เป็นกราฟ month ระยะ 10 ปี แสดงถึง วัฎจักรในรอบ 10 ปีซึ่งครบ 5 ลูกคลื่นแล้วโดยมีแนวรับ fibonacci ตามภาพ แต่แนวรับที่มีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุดคือ 302 เป็นแนวรับ 23.6% และมี Trend line มารองรับ แต่คาดว่าจะไม่ลงไปทีเดียวเลย แนวรับน่าจะอยู่ประมาณ 480 &#8211; 490

            ภาพนี้เป็นการนับคลื่นขาลงในลักษณะ อีเลียต 1 &#8211; 2 &#8211; 3 &#8211; 4 -5 ในบางแนวคิดอาจนับเป็น a-b-cแต่ผมไม่เห็นด้วยเนื่องจากภาพแนวรับที่แข็งแกร่งน่าจะอยู่ที่ 300 แต่จะให้ลงในทีเดียวนั้นเป็นได้แต่ก็ยากเนื่องจาก กราฟมีลักษณะ super over sold [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=250&subd=salamanderr&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p style="text-align:left;">              ระยะนี้หุ้นตกมาก ถึงแม้จะมีการอนุมัตเงินจำนวน 700000 ล้านหรียญ และประเทศอื่นๆ ต่างก็อัดฉีดเงินแต่ดูเหมือนตลาดหุ้นไม่รับข่าวดีเลย อย่างไรก็ตามคิดว่าเร็วๆนี้น่าจะ rebound รอบใหญ่อีกหน</p>
<p style="text-align:center;"><a href="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/10/set081008_pic01_month.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-251" title="set081008_pic01_month" src="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/10/set081008_pic01_month.jpg?w=300&#038;h=237" alt="" width="300" height="237" /></a></p>
<p>               ก่อนอื่นขอทบทวนกันหน่อย ภาพนี้เป็นกราฟ month ระยะ 10 ปี แสดงถึง วัฎจักรในรอบ 10 ปีซึ่งครบ 5 ลูกคลื่นแล้วโดยมีแนวรับ fibonacci ตามภาพ แต่แนวรับที่มีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุดคือ 302 เป็นแนวรับ 23.6% และมี Trend line มารองรับ แต่คาดว่าจะไม่ลงไปทีเดียวเลย แนวรับน่าจะอยู่ประมาณ 480 &#8211; 490</p>
<p style="text-align:center;"><a href="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/10/set081008_pic02_week.jpg"><img class="size-medium wp-image-252  aligncenter" title="set081008_pic02_week" src="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/10/set081008_pic02_week.jpg?w=300&#038;h=237" alt="" width="300" height="237" /></a></p>
<p>            ภาพนี้เป็นการนับคลื่นขาลงในลักษณะ อีเลียต 1 &#8211; 2 &#8211; 3 &#8211; 4 -5 ในบางแนวคิดอาจนับเป็น a-b-cแต่ผมไม่เห็นด้วยเนื่องจากภาพแนวรับที่แข็งแกร่งน่าจะอยู่ที่ 300 แต่จะให้ลงในทีเดียวนั้นเป็นได้แต่ก็ยากเนื่องจาก กราฟมีลักษณะ super over sold น่าจะมีการ Rebound บ้าง ซึ่งในแนวความคิดอาจมีข้อโต้แย้งว่า การเกิด super over sold ไม่ใช่เรื่องแปลก มันก็จริงอยู่ แต่ Super over sold ในกราฟ week และ month มีโอกาสยากมาก นอกจากนี้ ในคลื่ขาลงลูกที่ 3 วิ่งลงเป็น Pattern a -b-c ซ้อยอยู่ภายใน ซื่งระยะ d1=d2 มีค่าประมาณ 480 -490 ซึ่งสอดคล้องกับแนวรับ ระยะเดือนในรอบ 10 ปี</p>
<p style="text-align:center;"><a href="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/10/set081008_pic03_day.jpg"><img class="size-medium wp-image-253  aligncenter" title="set081008_pic03_day" src="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/10/set081008_pic03_day.jpg?w=300&#038;h=237" alt="" width="300" height="237" /></a></p>
<p>                   กราฟ day นั้น indicator บ่งบอกว่า Oversold แล้วแต่ ยังสามารถปรับตัวลงได้อีก จนกว่าค่า RSI ต่ำกว่า 15 และ Stochastic มีค่าเพียง 1 หลัก</p>
<p style="text-align:center;"><a href="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/10/set081008_pic04_120.jpg"><img class="size-medium wp-image-254  aligncenter" title="set081008_pic04_120" src="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/10/set081008_pic04_120.jpg?w=300&#038;h=237" alt="" width="300" height="237" /></a></p>
<p>                    รูปแบบการลงในกราฟ 120 คล้าย Wave 3 ในระยะ Week คือ a-b-c เมื่อวัดระยะทาง d3 = d=4 C น่าจะจบลงที่ 480 &#8211; 490 เช่นกันซึ่งสอดคล้องในกราฟขนาดใหญ่ที่เป็นระยะยาว </p>
<p style="text-align:center;"><a href="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/10/set081008_pic05_60.jpg"><img class="size-medium wp-image-255  aligncenter" title="set081008_pic05_60" src="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/10/set081008_pic05_60.jpg?w=300&#038;h=236" alt="" width="300" height="236" /></a></p>
<p>             ในระยะสั้น ไม่เกิน 2 อาทิตย์ น่าจะรีบาวน์ ตามแนวต้าน Fibonacci ไว้สำหรับเก็งกำไร แต่คงไม่มากพอที่ทำให้คนที่ติดหุ้นแถวๆ 600 ต้นๆๆ จะหลุดออกมาได้ ..</p>
<p style="text-align:center;"><a href="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/10/set081008_pic05_week.gif"><img class="size-medium wp-image-256  aligncenter" title="set081008_pic05_week" src="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/10/set081008_pic05_week.gif?w=300&#038;h=235" alt="" width="300" height="235" /></a></p>
<p>           ในระยะยาว ซึ่งอาจหมายถึง Januarry effect ก็ได้ Set มีโอกาส rebound รอบใหญ่ไปที่ 573 sinv 633 จะเป็นจริงหรือไม่ต้องสังเกตุ Volume ถ้า Volume หดต่ำกว่า 8000 ล้านบาทหลังจากนี้และไม่มี New low &lt; 480 มีโอกาสเป็นไปได้มากที่ จะมีการ Rebound รอบใหญ่ สำหรับคนที่ติดไม่สูงนักควรรอขาย แต่ถ้าติดสูง และยังมีทุนสามารถเฉลี่ยต้นทุนได้ &#8230;</p>
<p>             ทั้งหมดเป็นแนวคิดการวิเคราะห์โดยใช้ปัจจัยทางเทคนิคครับ โปรดใช้วิจารณญาณในการพิจารณา &#8230;.</p>
Posted in Case Study  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/salamanderr.wordpress.com/250/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/salamanderr.wordpress.com/250/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/salamanderr.wordpress.com/250/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/salamanderr.wordpress.com/250/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/salamanderr.wordpress.com/250/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/salamanderr.wordpress.com/250/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/salamanderr.wordpress.com/250/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/salamanderr.wordpress.com/250/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/salamanderr.wordpress.com/250/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/salamanderr.wordpress.com/250/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=250&subd=salamanderr&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://salamanderr.wordpress.com/2008/10/08/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b0-rebourd-%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3c086ae747e341c0471282e36dcb1d21?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ปราย</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/10/set081008_pic01_month.jpg?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">set081008_pic01_month</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/10/set081008_pic02_week.jpg?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">set081008_pic02_week</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/10/set081008_pic03_day.jpg?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">set081008_pic03_day</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/10/set081008_pic04_120.jpg?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">set081008_pic04_120</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/10/set081008_pic05_60.jpg?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">set081008_pic05_60</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/10/set081008_pic05_week.gif?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">set081008_pic05_week</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>set 22 aug 2008</title>
		<link>http://salamanderr.wordpress.com/2008/08/21/set-22-aug-2008/</link>
		<comments>http://salamanderr.wordpress.com/2008/08/21/set-22-aug-2008/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 21 Aug 2008 12:19:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ปราย</dc:creator>
				<category><![CDATA[Case Study]]></category>
		<category><![CDATA[set 22 aug 08]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://salamanderr.wordpress.com/?p=239</guid>
		<description><![CDATA[

             กราฟ set index หลุดแนวรับใหญ่ที่ broker ให้ไว้ที่ 680 มีโอกาสทำให้ปรับตัวไปอยู่ที่ low เดิมได้สูงมาก

              วันนี้ไม่เกิดสัญญาณซื้อ &#8230;. และมีการปรับตัวอย่างแรง &#8230; โดยมีแนวรับด่านสุดท้ายก่อนไปที่ low เดิมคือ 670 -673 &#8230;
       <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=239&subd=salamanderr&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><div class="mceTemp mceIEcenter">
<div id="attachment_240" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a href="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/08/set080822_pic03_day.gif?w=300" target="_blank"><img class="size-medium wp-image-240 " src="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/08/set080822_pic03_day.gif?w=300&#038;h=221" alt="คลิกเพื่ดูภาพใหญ่" width="300" height="221" /></a><p class="wp-caption-text">คลิกเพื่อดูภาพใหญ่</p></div>
</div>
<p>             กราฟ set index หลุดแนวรับใหญ่ที่ broker ให้ไว้ที่ 680 มีโอกาสทำให้ปรับตัวไปอยู่ที่ low เดิมได้สูงมาก</p>
<p style="text-align:center;"><a href="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/08/set080822_pic04_60.gif" target="_blank"><img class="size-medium wp-image-241  aligncenter" src="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/08/set080822_pic04_60.gif?w=300&#038;h=220" alt="" width="300" height="220" /></a></p>
<p>              วันนี้ไม่เกิดสัญญาณซื้อ &#8230;. และมีการปรับตัวอย่างแรง &#8230; โดยมีแนวรับด่านสุดท้ายก่อนไปที่ low เดิมคือ 670 -673 &#8230;</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/salamanderr.wordpress.com/239/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/salamanderr.wordpress.com/239/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/salamanderr.wordpress.com/239/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/salamanderr.wordpress.com/239/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/salamanderr.wordpress.com/239/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/salamanderr.wordpress.com/239/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/salamanderr.wordpress.com/239/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/salamanderr.wordpress.com/239/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/salamanderr.wordpress.com/239/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/salamanderr.wordpress.com/239/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/salamanderr.wordpress.com/239/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/salamanderr.wordpress.com/239/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=239&subd=salamanderr&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://salamanderr.wordpress.com/2008/08/21/set-22-aug-2008/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3c086ae747e341c0471282e36dcb1d21?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ปราย</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/08/set080822_pic03_day.gif?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">คลิกเพื่ดูภาพใหญ่</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/08/set080822_pic04_60.gif?w=300" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>set 21 aug 2008</title>
		<link>http://salamanderr.wordpress.com/2008/08/20/set-21-aug-2008/</link>
		<comments>http://salamanderr.wordpress.com/2008/08/20/set-21-aug-2008/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 20 Aug 2008 12:33:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ปราย</dc:creator>
				<category><![CDATA[Case Study]]></category>
		<category><![CDATA[set 21 aug 2008]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://salamanderr.wordpress.com/?p=231</guid>
		<description><![CDATA[                มี web board แห่งหนึ่งพูดถึงการลงของหุ้นนำตลาด โดยเอากราฟระยะยาว และกราฟเพื่อนบ้านมาให้ดู ซึ่งถ้าว่ากันตามกราฟมีโอกาสปรับตัวลงนั้นมีความเป็นไปได้สูงซึ่งคาดคิดเอาไว้ตั้งแต่ set อยู่บริเวณ 925 จุดแล้ว แต่ในตอนนั้นนึกไม่ออกว่าจะลงด้วยสาเหตุใด &#8230; เท่าที่มองสภาพในตอนนี้ โอกาสลงเป็นเพราะปัญหา subprime และราคาน้ำมันที่มีระดับสูงถึงแม้ว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวลงมาแต่ ถ้าไม่ต่ำลงมาแถวๆ 60 เหรียญ ก็ถือว่ายังสูงอยู่มาก


                แต่ก่อนที่จะถึงวันที่หุ้นปรับตัวลงอย่างรุ่นแรง รอบย่อยน่าจะมี rebound เกิดขึ้น โดยไม่อาจฟันธงได้ว่า pattern การ rebound จะเป็น pattern 1-2-3-4-5 หรือ a-b-c และตราบใดยังไม่เกิดสัญญาณซื้อที่แท้จริงยิ่งไม่สามารถฟันธงได้ว่า เริ่ม rebound อีกรอบ &#8230;
           กราฟระดับชั่วโมงมีสัญญาณการขึ้นบางแล้วคาดว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดสัญญาณซื้อ
       <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=231&subd=salamanderr&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p style="text-align:left;">                มี web board แห่งหนึ่งพูดถึงการลงของหุ้นนำตลาด โดยเอากราฟระยะยาว และกราฟเพื่อนบ้านมาให้ดู ซึ่งถ้าว่ากันตามกราฟมีโอกาสปรับตัวลงนั้นมีความเป็นไปได้สูงซึ่งคาดคิดเอาไว้ตั้งแต่ set อยู่บริเวณ 925 จุดแล้ว แต่ในตอนนั้นนึกไม่ออกว่าจะลงด้วยสาเหตุใด &#8230; เท่าที่มองสภาพในตอนนี้ โอกาสลงเป็นเพราะปัญหา subprime และราคาน้ำมันที่มีระดับสูงถึงแม้ว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวลงมาแต่ ถ้าไม่ต่ำลงมาแถวๆ 60 เหรียญ ก็ถือว่ายังสูงอยู่มาก</p>
<div class="mceTemp mceIEcenter">
<div id="attachment_236" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a href="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/08/set080821_pic03_day1.gif" target="_blank"><img class="size-medium wp-image-236  " src="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/08/set080821_pic03_day1.gif?w=300&#038;h=237" alt="คลิกดูภาพใหญ่" width="300" height="237" /></a><p class="wp-caption-text">คลิกดูภาพใหญ่</p></div>
</div>
<p>                แต่ก่อนที่จะถึงวันที่หุ้นปรับตัวลงอย่างรุ่นแรง รอบย่อยน่าจะมี rebound เกิดขึ้น โดยไม่อาจฟันธงได้ว่า pattern การ rebound จะเป็น pattern 1-2-3-4-5 หรือ a-b-c และตราบใดยังไม่เกิดสัญญาณซื้อที่แท้จริงยิ่งไม่สามารถฟันธงได้ว่า เริ่ม rebound อีกรอบ &#8230;</p>
<div id="attachment_233" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a href="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/08/set080821_pic04_60.gif"><img class="size-medium wp-image-233" src="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/08/set080821_pic04_60.gif?w=300&#038;h=235" alt="คลิกเพื่��ดูรูปใหญ่" width="300" height="235" /></a><p class="wp-caption-text">คลิกเพื่อดูรูปใหญ่</p></div>
<p>           กราฟระดับชั่วโมงมีสัญญาณการขึ้นบางแล้วคาดว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดสัญญาณซื้อ</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/salamanderr.wordpress.com/231/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/salamanderr.wordpress.com/231/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/salamanderr.wordpress.com/231/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/salamanderr.wordpress.com/231/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/salamanderr.wordpress.com/231/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/salamanderr.wordpress.com/231/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/salamanderr.wordpress.com/231/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/salamanderr.wordpress.com/231/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/salamanderr.wordpress.com/231/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/salamanderr.wordpress.com/231/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/salamanderr.wordpress.com/231/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/salamanderr.wordpress.com/231/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=231&subd=salamanderr&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://salamanderr.wordpress.com/2008/08/20/set-21-aug-2008/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3c086ae747e341c0471282e36dcb1d21?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ปราย</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/08/set080821_pic03_day1.gif?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">คลิกดูภาพใหญ่</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/08/set080821_pic04_60.gif?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">คลิกเพื่��ดูรูปใหญ่</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>set 20 aug 2008</title>
		<link>http://salamanderr.wordpress.com/2008/08/19/set-20-aug-2008/</link>
		<comments>http://salamanderr.wordpress.com/2008/08/19/set-20-aug-2008/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 19 Aug 2008 12:29:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ปราย</dc:creator>
				<category><![CDATA[Case Study]]></category>
		<category><![CDATA[set 20 aug 2008]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://salamanderr.wordpress.com/?p=226</guid>
		<description><![CDATA[          set day ปรับตัวลงและ หลุดแนวรับแรกที่ให้ไว้เมื่อวานนี้ 694 แต่ไม่หลุดแนวรับที่ 2 คือ 688 อย่างไรก็ตามคาดว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 680 ไปได้เนื่องจากมูลค่าการซื้อขายหดตัวลง ในทางกลับกันเป็นโอกาสให้เก็บหุ้นเพิ่มเติมแต่ก่อนเก็บจะต้อง เฝ้าดูให้มันใจว่า แนวรับ 680 สามารถรับอยู่จริงหรือไม่ &#8230;
            ข้อสังเกตุ การที่ set ปรับตัวด้วย value เบาบางสามารถตีความได้ว่าแรงขายนี้นหมดแล้วแต่อย่างไรก็ตาม ถ้ามี new low ด้วย value บางๆ จะเป็นสัญญาณอันตรายมาก ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยแต่ควรระวังเอาไว้ &#8230;
 
            stichastic และ rsi ส่งสัญญาณ rebound สามารถเก็งกำไรสั้นๆ 1 &#8211; 2 ช่องได้ ดังนั้น ในวันพรุ่งนี้ set index มีโอกาสปรับตัวขึ้นตามแนวต้านในรูป ก่อนจะลงอีกครั้ง
       <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=226&subd=salamanderr&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><div id="attachment_227" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a href="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/08/set080820_pic03_day.gif" target="_blank"><img class="size-medium wp-image-227" src="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/08/set080820_pic03_day.gif?w=300&#038;h=237" alt="" width="300" height="237" /></a><p class="wp-caption-text">คลิกเพื่อดูภาพใหญ่</p></div>
<p>          set day ปรับตัวลงและ หลุดแนวรับแรกที่ให้ไว้เมื่อวานนี้ 694 แต่ไม่หลุดแนวรับที่ 2 คือ 688 อย่างไรก็ตามคาดว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 680 ไปได้เนื่องจากมูลค่าการซื้อขายหดตัวลง ในทางกลับกันเป็นโอกาสให้เก็บหุ้นเพิ่มเติมแต่ก่อนเก็บจะต้อง เฝ้าดูให้มันใจว่า แนวรับ 680 สามารถรับอยู่จริงหรือไม่ &#8230;</p>
<p>            ข้อสังเกตุ การที่ set ปรับตัวด้วย value เบาบางสามารถตีความได้ว่าแรงขายนี้นหมดแล้วแต่อย่างไรก็ตาม ถ้ามี new low ด้วย value บางๆ จะเป็นสัญญาณอันตรายมาก ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยแต่ควรระวังเอาไว้ &#8230;</p>
<p> </p>
<div id="attachment_228" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a href="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/08/set080820_pic04_60.gif" target="_blank"><img class="size-medium wp-image-228" src="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/08/set080820_pic04_60.gif?w=300&#038;h=237" alt="คลิกเพื่ดูภาพใหญ่" width="300" height="237" /></a><p class="wp-caption-text">คลิกเพื่อดูภาพใหญ่</p></div>
<p>            stichastic และ rsi ส่งสัญญาณ rebound สามารถเก็งกำไรสั้นๆ 1 &#8211; 2 ช่องได้ ดังนั้น ในวันพรุ่งนี้ set index มีโอกาสปรับตัวขึ้นตามแนวต้านในรูป ก่อนจะลงอีกครั้ง</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/salamanderr.wordpress.com/226/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/salamanderr.wordpress.com/226/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/salamanderr.wordpress.com/226/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/salamanderr.wordpress.com/226/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/salamanderr.wordpress.com/226/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/salamanderr.wordpress.com/226/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/salamanderr.wordpress.com/226/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/salamanderr.wordpress.com/226/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/salamanderr.wordpress.com/226/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/salamanderr.wordpress.com/226/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/salamanderr.wordpress.com/226/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/salamanderr.wordpress.com/226/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=salamanderr.wordpress.com&blog=3984568&post=226&subd=salamanderr&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://salamanderr.wordpress.com/2008/08/19/set-20-aug-2008/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3c086ae747e341c0471282e36dcb1d21?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ปราย</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/08/set080820_pic03_day.gif?w=300" medium="image" />

		<media:content url="http://salamanderr.files.wordpress.com/2008/08/set080820_pic04_60.gif?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">คลิกเพื่ดูภาพใหญ่</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>